ทหารรุมโทรมหญิง 1 ต่อ 6 ณสถานที่ราชการ

ไอ้เณรรุมโทรม ลามทั่วเฟซบุ๊ก ทบ.สั่งเช็กด่วน

 ภาพ 6 ชายคล้ายทหารเกณฑ์ สวิงกิ้งสาว

ภาพ คนคล้ายทหารสวิงกิ้งสาวในหน่วยงานว่อนเฟซบุ๊ก ชาวเน็ตรุมจวก บี้กองทัพแจงด่วน กลาโหม แจงขอพิสูจน์ก่อน ชี้สมัยนี้คนหัวเกรียนแต่งลายพรางอาจไม่ใช่ท็อปบูต ลั่นหากพบจริงลงโทษวินัยแน่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม มีความเคลื่อนไหวในโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยในหน้าเฟซบุ๊กหนึ่งได้โพสต์รูปชายวัยรุ่นหัวเกรียนรูปร่างลักษณะคล้าย ทหารเกณฑ์ไม่สวมเสื้อผ้า 6 คน กำลังรุมโทรมหญิงสาวอยู่บนพื้นห้อง โดยมีชายฉกรรจ์อีกคนหนึ่งสวมเสื้อสีเขียว กางเกงลายพราง กำลังใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพดังกล่าว โดยสถานที่ในรูปเป็นห้องพื้นปูน มีลักษณะคล้ายห้องในสถานที่ราชการ เพราะมีตู้หนังสือและมีโต๊ะเหล็กวางอยู่

ภาพดังกล่าวยังมีการโพสต์ข้อความว่า ”ท.ทหารอดทน (ทนไม่ไหว) หื่นไม่เว้นแม้แต่ในสถานที่ราชการ ล้วนเป็นสุภาพบุรุษสวิงกิ้งสาวบริการ” โดยมีการเรียกร้องให้ ผบ.ทบ.ตอบคำถามว่า รูปดังกล่าวใช่การกระทำของทหารหรือไม่

ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวทำให้ชาวเน็ตพากันวิจารณ์รูปดังกล่าวอย่างหนัก ทั้งการรุมประณามด่าการกระทำของผู้ชายในภาพที่มีลักษณะคล้ายทหาร ขณะ ที่หลายคนก็ตั้งข้อสงสัยว่าภาพดังกล่าวใช่ทหารจริงหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่ต้องการให้กองทัพออกมาชี้แจงต่อสังคมว่าข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร จากนั้นภาพดังกล่าวก็ถูกนำไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ต่าง ๆ และส่งต่อกันอย่างมากในช่วงวันที่ 11 พฤษภาคม จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ทหารด้วยกันอย่างกว้างขวางว่าภาพดังกล่าว คล้ายห้องสำนักงานภายในหน่วยทหาร

ด้าน พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ภาพที่ปรากฏได้บ่งชี้ถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และมี 1 คนที่แต่งกายคล้ายทหารนั้น ซึ่งกองทัพคงต้องนำรูปดังกล่าวมาตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าสถานที่ในรูปเป็น หน่วยทหารจริงหรือไม่ และบุคคลในภาพเป็นทหารจริงหรือไม่ เพราะปัจจุบันการแต่งกายเหมือนทหาร หรือการตัดผมสั้น ก็ไม่ได้บ่งบอกว่าต้องเป็นทหารเสมอไป

“หากตรวจสอบแล้วเป็นสถานที่ราชการจริง และเป็นทหารจริงถือว่า ไม่เหมาะสม โดยต้องได้รับโทษทางวินัยทหาร ซึ่งกองทัพคงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป” พ.อ.ธนาธิปกล่าว

ขณะที่ พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวเช่นกันว่า ขั้นต้นคงต้องตรวจสอบดูว่ารูปที่ปรากฏเป็นสถานที่และกำลังพลของกองทัพบกจริง หรือไม่ โดยต้องตรวจสอบและสื่อสารไปยังผู้บังคับบัญชาแต่ละหน่วยว่าจะพิสูจน์ทราบได้ หรือไม่ว่าเป็นกำลังพลของใคร และเป็นสถานที่ไหน แต่การกระทำลักษณะแบบนี้หากเกิดขึ้นจริงในสถานที่ราชการถือว่าไม่เหมาะสม และถ้าเป็นจริงกองทัพต้องมีการสอบสวนเพื่อจะลงโทษทางวินัย

“ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่ารูปดังกล่าวเป็นใคร สถานที่เป็นที่ใด ซึ่งคงต้องใช้เวลาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกันต่อไป”

สังดานทหารยังคงออกลายในสังคม แต่นายทหารท่านผู้ใหญ่ยังคงออกหน้าบอกว่าทหารมีวินัยรักประเทศ  นายทหารท่านผู้ใหญ่เป็นตุ๊ดกันหมดไม่กล้ายอมรับความจริงถึงสังดาลเลวๆของทหาร

ภาพดังกล่าวเป็นการกระทำของทหารที่ภาคไหนเราไม่รู้ ที่ภาคใต้หรือไหมเราไม่รู้ แต่เป็นการกระทำที่น่าอายอย่างยิ่ง เพราะผิดต่อศาสนาและจริยธรรมและมนุษยธรรม  เราขอประณามพวกทหารเหล่านี้   จงอย่าได้เป็นสุดและขอให้แม่ของพวกมันโดนข่มขืนขอให้น้องสาวของพวกมันเป็นหญิงโสเภณีตลอดชีวิต

ปาตานีมหานครเปรียบเสมือนการเตะมุมเข้าปากหมา

ในสังคมชายแดนใต้ยังคงเกิดความรุนแรงและความสับสนของประชาชนเป็นอย่างมาก เมื่อเร็วๆนี้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้งกับชาวปาตานีเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2555 เกิดเหตุการณ์วิสามัญฆาตกรรมเด็กไปดักนกในป่าถึง 5 ศพใน อ.กรงปินัง จ.ยะลา

ซึ่งทำให้ประชาชนรู้สึกหวาดระแวงและหวาดกลัวกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นการกระทำที่อุกอาจและไร้มนุษยธรรม โดยนโยบายของฝ่ายทหารที่ไร้ความเป็นธรรมแล้วยังใช้ความรุนแรงเป็นหลักเพื่อที่จะให้ได้อำนาจมากยิ่งขึ้นในการที่จะจับแพะเพื่อผลประโยชน์ของตนเองโดยไม่คำนึงถึงชีวิตของประชาชนและความเดือดร้อนของประชาชน ทางทหารเองก็เคยมีบทบาทในการทำรัฐประหารมาก่อนนับไม่ถ้วน นี้แหละชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้คุมอำนาจทหารไม่อยู่ เลยปล่อยให้ทหารทำอะไรได้อย่างตามใจชอบเปรียบเสมือนปล่อยคนบ้าเลือดออกมาอาละวาดเข่นฆ่าประชาชน และขณะเดียวกันรัฐบาลจะออกแถลงการณ์ตามหลังประมาณว่าขณะนี้คุมสถานการณ์ได้แล้ว และวันนี้ก็ยังมีกลุ่มนักต่อสู้เพื่อปาตานีมหานครหรือที่รู้จักกันในนามครรัฐปาตานีซึ่งเป็นความคิดของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และเคยเป็นผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้ก่อตั้งพรรคความหวังใหม่ ซึ่งเคยมีบทบาทในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาก่อนหรือที่รู้จักกันในสมัยใต้ร่มเย็นหรือสมัยฮารับปัน บารู (Harapan Baru) ราว พ.ศ. 2536-2539 ที่เคยทำให้เหล่านักต่อสู้เพื่อกู้เอกราชปาตานีมามอบตัวกับรัฐบาลไทยมากเป็นประวัติศาสตร์ทุกคนอาจจะจำกันได้ดี

กลุ่มนักต่อสู้เพื่อนครรัฐปาตานี กับกลุ่มต่อสู้เพื่อกู้เอกราชปาตานีแตกต่างกันตรงที่กลุ่มต่อสู้เพื่อนครรัฐปาตานีมีนโยบายหลักคือการกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่นและผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมาจากการเลือกตั้งแบบในกรุงเทพฯ หรือพัทยา ซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับความคิดของกลุ่มต่อสู้เพื่อกู้เอกราชปาตานี ที่ต่อสู้เพื่อกู้เอกราชปาตานี ต้องการที่จะเอาเอกราชไปจากแดนสยามและปกครองตัวเองในทุกรูปแบบไม่ว่าในรูปแบบไหนก็ตาม แต่การต่อสู้แบบไร้เงาของกลุ่มนครรัฐปาตานีที่มี พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม หรือในนาม (กูเป็ง) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และ นายมันโซ สาและ และอีกหลายคนที่ไม่พูดถึง พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม อดีตเคยเป็นผู้นำตำรวจที่นำกำลังไปกวาดล้างผู้กู้เอกราชปาตานีเป็นเวลามายาวนาน เคยฆ่าผู้กู้เอกราชปาตานีไม่รู้กี่คนและเคยจับกุมไม่รู้กี่ร้อยคน แล้ววันนี้เขามาพูดถึงการปกครองตัวเองในรูปแบบนครรัฐปาตานี กลุ่มชาวบ้านบ้างกลุ่มคุยกันที่ร้านน้ำชาว่า พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม เพียงแค่ต้องการสร้างกระแสเพื่อที่จะให้ชาวบ้านลืมว่าเขาเคยทำอะไรมาบ้างกับชาวปาตานี หรือภาษาชาวบ้านที่เรียกกันว่าทำความดีมาปกปิดความชั่วนั้นเอง บางกลุ่มก็ว่า พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม จะปั่นหัวชาวบ้านให้มาสนับสนุนนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ หรือเพื่อที่จะล้างบาปที่ตนได้เคยก่อกรรมทําเข็ญไว้ในครั้งก่อน ส่วน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ในตอนนี้อาจไม่มีบทบาทมากนักเพราะชาวบ้านไร้ความศรัทธาต่อเขามานานแล้ว ได้แต่อยู่เบื้องหลัง ตนเองก็ยังมีคดีเรื่องบ้านที่ใหญ่ผิดปกติอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จ้องจับตาที่จะเล่นงานเขาอยู่ และตนก็ได้บริจาคส่วนหนึ่งของบ้านไว้ให้กับมูลนิธิเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่แล้ว ทุกคนอาจจะจำได้อยู่ ในอดีตเรื่องที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลและฝ่ายทหารทำการตรวจค้นโรงเรียนสอนศาสนา (ปอเนาะ) สมัยแรกๆ สมัยนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่และชาวบ้านบางคนก็ว่ากันว่ามาจากความคิดของ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่เปิดทางให้รัฐบาลและฝ่ายทหารทำการตรวจค้นในครั้งนั้นด้วย

แต่ส่วนของ นายมันโซ สาและ ประวัติในการเมืองไม่ปรากฏอย่างแน่ชัดและประวัติในขบวนการกู้เอกราชปาตานีก็ไม่เคยปรากฏรายชื่อของเขาอยู่เลย การต่อสู้ในรูปแบบนครรัฐปาตานีของเขานั้นดูแล้วก็แปลกๆ อยู่ เนื่องจากเขาเคยพูดถึงการปรองดองของชาวปาตานีกับรัฐบาลไทยในสถานีวิทยุแห่งหนึ่ง ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนเป็นคนที่ไม่มีจุดยืน เพราะต้องเอาความคิดของคนเสื้อแดงที่กำลังหาทางในการปรองดองกับพรรคฝ่ายค้านที่เป็นอยู่กันทุกวันนี้ ลองทุกท่านคิดเป็นการบ้านดูว่าเราควรที่จะปรองดองกับคนที่เอาแผ่นดินของเราไหม เราควรที่จะปรองดองกับคนที่บ้าเลือดเที่ยวเข่นฆ่าประชาชนชาวปาตานีของเราไหม การต่อสู้ของคนเหล่านี้เปรียบเสมือนเป็นการเตะมุมเข้าปากหมา เพราะผลประโยชน์ที่พวกเขากำลังทำนั้นก็จะกลับมาตกเป็นของรัฐบาลไทยอย่างแน่นอน บางครั้งเวลาฟังพวกเขาเหล่านี้ปราศรัยแล้วเราจะรู้สึกขนลุกฟู่ๆ ในบางคำที่เขาใช้เป็นเครื่องมือในการปราศรัย อาทิ เรื่องประวัติปาตานีที่บางคนไม่ค่อยรู้สักเท่าไร ประวัติผู้ต่อสู้เพื่อกู้เอกราชปาตานี และยังยกย่องส่งเสริมผู้ต่อสู้เพื่อกู้เอกราชปาตานีด้วยซ้ำ แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าคนที่พูดว่าน่ายกย่องส่งเสริมผู้ต่อสู้เพื่อกู้เอกราชปาตานีนั้น เขาเคยเป็นถึงผู้นำตำรวจและได้นำทหารไปปราบปรามผู้ต่อสู้เพื่อกู้เอกราชปาตานีในหลายพื้นที่ของบ้านเรา ท่านก็รู้ดีแก่ใจว่าพวกนี้เป็นเครื่องมือของ กอ.รมน. และ ศอ.บต. ไม่งั้นก็คงไม่กล้าที่จะมาพูดถึงประวัติปาตานีเพราะมันเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับรัฐบาลไทย ถ้าท่านไม่เชื่อก็ลองให้พวกอุสตาสเล่า แน่นอนว่าจะโดนข้อหาปลุกระดม ข้อหาเป็นกบฏ แต่กับพวกนี้เจ้าหน้าที่ไม่ติดใจและในบางครั้งเวลาพวกนี้ปราศรัยอยู่นั้นก็มีนายทหารร่วมอยู่ด้วย แต่ทหารไม่เคยว่าอะไรเลยเวลาเขาพูดถึงประวัติปาตานีและยังทำท่าทีเห็นด้วยกับพวกนี้ แล้วพวกเราจะยอมตกเป็นเครื่องมือของคนพวกนี้อีกนานแค่ไหน ทำไมเราไม่หันมาสู้ในรูปแบบของผู้ที่ต่อสู้เพื่อกู้เอกราชปาตานี ที่มีจุดยืนและมีจุดประสงค์ที่แน่ชัดว่าต้องการเป็นอิสระเสรีจากการปกครองแบบไม่ยุติธรรมของรัฐบาลสยามที่บ้าเลือด และทำเพื่อแผ่นดินของเรา ทำเพื่อลูกหลานของเราให้อยู่เย็นเป็นสุขในอนาคต

By… Patanimerdeka

ความจริงที่ป้ายสี เพราะกลัวเสียหน้า

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2555 แม่ทัพภาค 4 พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ กล่าวว่า สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะสงบลงภายในเวลา 2 ปี โดยมั่นใจว่าในเวลา 2 ปีไฟใต้จะสงบลงและตนสามารถคุมสถานการณ์อยู่หมัด

และได้เผยต่ออีกว่าแกนนำป่วนใต้ทยอยเข้าหารัฐ ชาวบ้านเบื่อความรุนแรงหันช่วยเจ้าหน้าที่ และยังมีสมาชิกขบวนการก่อความไม่สงบระดับแกนนำอีกหลายคนที่ต้องการเข้ามาอยู่กับฝ่ายรัฐ แต่เนื่องจากเกรงว่าจะเสียหน้า เพราะเคยประกาศตัวที่จะต่อสู้กับรัฐไทย โดยเฉพาะระดับผู้ใหญ่ๆ ความเป็นจริงแล้วที่ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ กล่าวมานั้นเป็นแค่เพียงวิธีการรักษาเก้าอี้แม่ทัพ เพราะตนรู้อยู่แก่ใจว่าตนเอาไม่อยู่ และกลัวว่าตำแหน่งจะตกเป็นของผู้อื่น ตั้งแต่ปี 1902 จนถึงปัจจุบันแม่ทัพที่ลงรับหน้าที่ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกคนก็กล่าวเหมือนกับ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ กันทุกคน และทุกคนที่มาก็ทำไม่ได้ดังปากที่เคยกล่าวไว้กันทั้งนั้น แล้วประสาอะไรกับคำพูดลมๆ แล้งๆ ของ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ไม่เคยมีแม่ทัพคนไหนทำแล้วประสบความสำเร็จ เนื่องจากไม่ได้รับการตอบสนองจากขบวนการกู้เอกราชปาตานีและชนชาวมาลายู เช่นเดียวกันกับวันนี้การตอบสนองของขบวนการกู้เอกราชปาตานีและชนชาวมาลายูทุกคนไม่เคยมีให้กับฝ่ายรัฐบาลไทยเลยแม้แต่นิดเดียว

14 มี.ค.2555 พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ฝ่ายรัฐบาลไม่เคยเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะไม่อยากที่จะไปยกระดับองค์กรของเขา แต่ในทางลับๆ มี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ส่งตัวแทนในการไปฟังว่าเขาต้องการอะไรก็แค่นั้น เห็นได้ชัดเจนว่าฝ่ายรัฐบาลไทยไม่จริงใจกับขบวนการกู้เอกราชปาตานีและชนชาวมาลายู ฝ่ายรัฐบาลไทยไม่เคยยอมรับว่ามีการเจรจากันจริง ชาวมาลายูต่อสู้เพื่อที่ต้องการสิทธิ์ของคนมาลายูคืนมา และไม่ได้ต้องการของคนอื่นแต่อย่างใด ขบวนการกู้เอกราชปาตานีไม่เคยเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด อย่างรัฐบาลไทยเคยใส่ร้ายป้ายสีอย่างแน่นอน เพราะขบวนการค้ายาเสพติดมีเจ้าหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลอยู่เบื้องหลังอย่างเห็นได้ชัด เช่น ทหาร มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดเป็นอย่างมาก เรื่องบางเรื่องที่ฝ่ายรัฐบาลได้แถลงการณ์มานั้นเป็นการบิดเบือนความจริง ชาวปาตานีต่างก็รู้ดีโดยไม่ต้องมีใครมาบอก การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำทารุณของเจ้าหน้าที่นั้น เงินก็มาจากเงินภาษีของเรานี้เอง

17 มี.ค. พ.ศ.2555 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยื่นแผนการสร้างความปรองดองกับขบวนการ RKK และรัฐต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายจากการปราบปราม มาเป็นการเจรจาทางการเมือง และการทูต เช่น นโยบาย 66/23 ในอดีต ตลอดจนออกกฎหมายนิรโทษกรรม แก่กลุ่ม BRN และ RKK แล้วเปลี่ยนจากกองกำลังต่อต้านรัฐบาล มาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เห็นว่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้เดี๋ยวนี้เปรียบเสมือนบ่อเงินบ่อทองของเจ้าหน้าที่และตนก็อยากมีส่วนร่วมในการหาผลประโยชน์ในครั้งนี้ด้วย เพราะตนคิดว่าตนก็เคยเป็นถึงหัวหน้าการปฏิวัติมาก่อน ตนก็เลยสร้างข่าวลือเพื่อแหกตาประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าสามารถเข้าถึงหัวหน้าขบวนการกลุ่ม RKK ได้ และสามารถทำให้กลุ่มดังกล่าวมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยได้ เพื่อที่จะยุติปัญหาความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขบวนการกลุ่ม RKK เป็นกลุ่มขบวนการกู้เอกราชปาตานีและไม่เคยเจรจากับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน แต่อย่างใด และไม่คิดที่จะเจรจากับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เลย ชาวปาตานีไม่เคยได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลไทยมาตั้งแต่ปี 1902 และสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เคยเกิดความเป็นธรรมในสังคมชาวมาลายูปาตานีเลย และหลายกรณีที่ไม่เป็นธรรม อาทิกรณีการปกปิดประวัติศาสตร์ปาตานีและการปลอมแปลงประวัติศาสตร์ปาตานี การอุ้มฆ่าหะยีสุหลง การอุ้มฆ่าทนายสมชาย และการหายตัวไปของชาวปาตานีอีกหลายคน กรณีเหตุการณ์กรือเซะและตากใบ กรณีการซ้อมทรมานผู้ต้องหา กรณียิงถล่มชาวบ้านที่ร้านน้ำชา กรณีการสังหารหมู่ที่มัสยิดไอร์ปาแย และอีกหลายเหตุการณ์ที่ไม่พูดถึง ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วท่านยังคิดว่าชาวปาตานียอมที่จะปรองดองกับท่านหรอ ปัจจุบันประชาชนไม่มั่นใจในข่าวต่างๆ เพราะสื่อเสนอข่าวบิดเบือนความจริง เข้าข้างเจ้าหน้าที่รัฐ จึงอยากฝากถึงสื่อให้เขียนข่าวตามความจริง ไม่บิดเบือน และอยู่เคียงข้างประชาชน.

…………………………………………………………….

Pada 4 Mac 2012 yang lalu – ketua komander sektor 4 leftenen tentera Udomchai thamsarorat telah menyatakan mengenai ketidak tenteraman dalam tiga wilayah selatan thai akan menjadi aman dalam masa 2 tahun, beliau berkata dengan begitu yakin bahawa dalam masa 2 tahun ketidak tenteraman selatan thai yang bergelora akan menjadi aman dan keadaan akan terkawal di bawah jagaan beliau.

Beliau juga mendedahkan lagi bahawa para Pejuang Pembebasan Patani secara beransur-ansur telah mendekati kepada kerajaan manakala penduduk kampung mulai serabut dengan keganasan yang berterusan dan mulai berpaling berpihak kepada kerajaan, dan masih ramai lagi ahli Pejuang Pembebasan Patani yang ingin mendekati kerajaan tetapi takut akan malu dan jatuh maruah diri sendiri kerana pernah mengumumkan akan berlawan dengan kerajaan thai terutama sekali dari pihak atasan , tetapi hakikat sebenarnya apa yang di kata kan oleh leftenen tentera Udomchai Thamsarorat itu hanya lah tektik diri nya untuk menjaga kerusi ketua komandernya. Kerana sebenar nya beliau telah tahu bahawa diri nya sudah tidak mampu untuk mengawal keadaan selatan thai dan takut pangkatnya terjatuh ke tangan orang lain ,
semenjak tahun 1902 sampai sekarang ketua komander yang menerima tanggungjawab bertugas di wilayah selatan thai semuanya pernah berkata-kata seperti leftenen tentera Udomchai Thamsarorat tetapi tidak seorang pun yang berjaya memenuhi kata-kata nya itu (mencapai apa yang di kata kan itu ) apatah lagi dengan kata-kata angin yang di keluarkan oleh leftenan tentera Udomchai Thamsarorat, kerana hakikat sebenar nya ianya tidak pernah mendapat sokongan dari pihak Pejuang Pembebasan Patani dan penduduk kampung walau sekali pun.

14 mac 2012 – พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา timbalan perdana menteri thai telah menyatakan bahawa pihak kerajaan tidak pernah berunding dengan Pejuang Pembebasan Patani kerana tidak ingin meninggikan organisasinya, tetapi hakikat sebenar nya dalam diam-diam mereka telah menghantar พ.ต.อ.ทวี untuk menyelidik dan mendengar apa yang sebenarnya di ingini oleh Pejuang Pembebasan Patani, ini menunjukkan bahawa pihak kerajaan sebenarnya tidaklah ikhlas terhadap Pejuang Pembebasan Patani dan rakyat melayu Patani , pihak kerajaan tidak pernah menerima hakikat kebenaran bahawa pernah berlakunya perundingan itu, rakyat Patani berjuang hanyalah ingin menuntut kembali hak nya bukan berjuang kerana ingin mendapat hak yang lain, dan pergerakan Pembebasan Patani tidak penah ada kaitan dengan pengedaran dadah seperti mana yang di kata kan oleh pihak kerajaan kerana operasi pengedaran dadah terdapat pihak kerajaan itu sendiri yang menjadi latar belakang dengan nyata, sepertinya kebanyakan tentera-tentera lah yang banyak terlibat dalam pengedaran dadah yang berleluasa di kampung-kampung , sesetengah hal yang di persidangkan oleh pihak kerajaan menipu daya dari hakikat yang sebenar , tetapi rakyat Patani mengetahui kebenaran nya tanpa ada sesiapa yang datang untuk menjelaskannya , duit saguhati yang diterima oleh mereka yang terjejas akibat dari perbuatan kezaliman kakitangan kerajaan (tentera ) sebenar nya adalah hasil daripada duit kutipan cukai rakyat Patani itu sendiri ,

17 mac 2012 – ketua askar besar Sunthip Bunyaratklin telah menawarkan pelan untuk mewujudkan perdamain dengan pihak Pejuang Pembebasan RKK dengan menukarkan dasar membenteras penjenayah kepada perundingan dan diplomasi seperti dasar 66/23 yang lepas, hingga keluarlah hukuman pengampunan bagi kumpulan BRN dan RKK menyeru daripada menentang kerajaan kepada memajukan Negara thai, ketua askar besar Sunthip Bunyaratklin melihat bahawa wilayah selatan thai pada masa ini merupakan telaga emas bagi pihak tentera kakitangan kerajaan dan beliau tidak akan melepaskan peluang keemasan untuk melibatkan dirinya bagi mendapat manfaat pada kali ini, kerana memikirkan dirinya pernah berpangkat sehingga menjadi ketua revolusi thai , beliau pun menyebarkan berita angin untuk mengelirukan rakyat didalam wilayah selatan thai bahawa beliau dapat mendekatkan dirinya dengan ketua Pejuang Pembebasan RKK dan boleh menukarkan kumpulan tersebut menjadi kumpulan pemaju Negara thai untuk menghentikan masalah keganasan yang berlaku di tiga wilayah selatan thai , tetapi kumpulan pejuang Pembebasan Patani RKK yang merupakan pergerakan pembebasan kemerdekaan Patani itu tidak pernah terfikir untuk berunding dengan ketua askar besar Sonthip Bunyaratklin walau sekalipun, rakyat melayu Patani tidak pernah mendapat keadilan daripada pihak kerajaan thai semenjak dari tahun 1902 semasa pemerintahan จอมพล ป.พิบูลสงคราม hinggalah masa kini, keadilan tidak pernah wujud didalam masyarakat melayu Patani, banyak kes-kes yang tidak mendapat keadilan seperti kes yang di tutup tanpa perbicaraan dan sejarah Patani yang telah di sembunyikan kebenarannya dan di tukar menjadi palsu oleh pihak kerajaan thai umpamanya pembunuhan Haji Sulong dan peguam Somchai juga kes kehilangan rakyat Patani yang lain-lain dan kes di masjid kersik dan rusuhan takbai , seperti juga kes penyeksaan tertuduh ketika di soal siasat dan penembak rakyat di khalayak ramai seperti dikedai kopi , dan juga kes pembunuhan beramai-ramai di masjid air payee dan masih banyak lagi kes-kes yang tidak di sebut di sini yang amat menyedihkan hati kami rakyat Patani , semua ini merupakan hasil perbuatan pihak kerajaan,
masihkah pihak kerajaan berharap agar rakyat Patani membuat pakatan dan sokongan dengan pihak kerajaan, di masa kini rakyat sudah tidak lagi yakin dengan berita-berita yang di keluarkan oleh pihak media, kerana berita-berita yang di keluarkan banyak bercanggah dengan kebenaran berpihak kepada kerajaan thai,
disini ingin kami berpesan kepada pihak media agar sebarlah berita tentang kebenaran yang berlaku dan janganlah bercanggah hanya semata-mata berpihak kepada kerajaan agar kebenaran sentiasa di sisi rakyat.

By…PATANI MERDEKA

สั่งประหาร5จำเลย ถูกจับในโรงเรียนอิสลามบูรพา

ศาลนราฯ สั่งประหารชีวิต 5 จำเลย ถูกจับ ในโรงเรียนอิสลามบูรพา จำคุก 23 ปีหนึ่งคน ที่เหลือยังหลบหนี เตรียมยืนอุทธรณ์

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 16 มกราคม 2555 ที่ห้องพิจารณาคดี 1 ที่ศาลจังหวัดนราธิวาส นายทรงพล พันธุ์วิชาติกุล ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนราธิวาสออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา คดีพนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายมะนาเซ ยา นายมูฮำหมัดโซหิมี ยา นายแวอัสมิง แวมะ นายมะพาริส บือราเฮง นายมะคอยรี สือแม (หลบหนี) นายรุสลี ดอเลาะห์ และ นายอารง บาเกาะ จำเลยที่ 1- 7 ฐานร่วมกันก่อการร้าย เป็นอั้งยี่ ซ่องโจร มีวัตถุระเบิด มีกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต พกปืนในสถานที่สาธารณะ มีความผิดตามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135 (1) , 209, 210, 211, 212

คำพิพากษาสรุปว่า ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 – 4 และจำเลยที่ 7 ส่วนจำเลยที่ 6 คือนายรุสลี ดอเลาะห์ ลงโทษจำคุก 23 ปี

จำเลยทั้ง 7 คน ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ภายในโรงเรียนอิสลามบูรพา ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

นายกามารูดิง อูเซ็ง ทนายจำเลย เปิดเผยว่า ขณะนี้จำเลยทั้ง 6 คน เตรียมยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวแล้ว

คดีดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่บุกค้นและจับกุมผู้ต้องหา 7 คน ภายในบริเวณโรงเรียนอิสลามบูรพา เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผู้ต้องหา 5 คนยอมรับว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุไม่สงบ รวม 25 คดี เช่น วางระเบิดร้านข้าวต้มอั้งม้อกลางเมืองนราธิวาส ระเบิดเสาไฟฟ้าริมถนนนราธิวาส-ตากใบ ส่งผลให้พล.ต.ต.นภดล เผือกโสมณ อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) นราธิวาสได้รับบาดเจ็บขาขาด

เหตุการณ์ดังกล่าว นำไปสู่การสั่งเพิกถอนใบอนุญาตมูลนิธิอัดดีรอซาตอัลอิสลามียะห์ เพื่อปิดโรงเรียนอิสลามบูรพา แต่ล่าสุดโรงเรียนอิสลามบูรพาได้รับอนุญาตให้เปิดโรงเรียนตามปกติแล้ว ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2554

ที่มา…deepsouthwatch

มือดีปล่อยคลิปทหารเกณฑ์ข่มขืนสาวมุสลิมอีกแล้ว

มือดีปล่อยคลิปทหารเกณฑ์ข่มขืนสาวมุสลิมสร้างความอับอายให้แก่ครอบครัวผู้เสียหาย ขณะที่ฝ่ายรัฐรุดเจรจาครอบครัวผู้เสียหาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดปัตตานี ได้มีวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีคลิปภาพเจ้าหน้าที่ทหารเกณฑ์ขู่บังคับและข่มขืนหญิงอายุ 16 ปี ในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เผยแพร่ออกมา มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งถูกอ้างถึง เป็นทหารเกณฑ์ ที่ประจำฐานปฏิบัติการ ร้อย ร.1333 ฉก.21 ตั้งอยู่ที่ สำนักงาน อบต.ระแว้ง ม.4 ต.ระแว้ง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ทราบเพียงชื่อเล่น คือพลทหารวินัย ที่เป็นผู้ก่อเหตุ ส่วนผู้ที่บันทึกภาพคือ พลทหารยศ ด้วยการใช้โทรศัพท์มือถือ

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ในช่วงกลางคืนซึ่งพลทหารวินัยได้นัดแนะกับหญิงสาวคนหนึ่งให้มาพบที่บริเวณซอกของอาคารโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชนตำบลระแว้ง ซึ่งอยู่ติดกับฐานปฏิบัติการทหารดังกล่าว และทำการข่มขืน โดยมีพลทหารยศ เป็นผู้ถ่ายคลิปด้วยโทรศัพท์มือถือ พร้อมข่มขู่ฝ่ายหญิงหากไม่ทำตามคำสั่งจะนำคลิปวีดีโอไปเผยแพร่

หลังจากเกิดเหตุพ่อแม่ของฝ่ายผู้เสียหายเริ่มเห็นปฎิกิริยาของบุตรสาวที่เปลี่ยนไป โดยมีอาการซึมเศร้า จึงซักถามและทราบว่าเกิดเหตุร้ายขึ้น และได้เข้าไปแจ้งประสานหัวหน้าชุดให้ทราบเรื่อง โดยหัวหน้าชุดได้ที่รับปากและให้ความเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เผยแพร่คลิปเกิดขึ้น กระทั่งหลังจากนั้นเพียง 2-3 วัน พบว่ามีการปล่อยคลิปออกมาเผยแพร่

“ทางพ่อแม่ฝ่ายผู้เสียหายได้แจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี เพื่อดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จากนั้นมีการนัดแนะกันระหว่างตัวแทนเจ้าหน้าที่ทหาร ,ผบ.ฉก.ในพื้นที่, ตัวแทนศอ.บต. ,กำนัน ,นายก อบต.ระแว้ง ,ตำรวจและคณะกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี ร่วมกันเจรจาเพื่อไม่ให้เรื่องดังกล่าวบานปลายและเกิดเป็นปัญหาลุกลาม” ชาวบ้านรายนี้กล่าว

นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า การกระทำในเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ทำให้หญิงสาวและครอบครัวเสียหาย ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายกับทหารเกณฑ์ทั้งสองคน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฐานทหารร้อย ร.1333 ที่ตั้งอยู่ที่อบต.ระแว้ง อ.ยะรัง ได้มีการขนย้ายอุปกรณ์และสัมภาระต่างๆทั้งหมดออกไปแล้ว โดยกำลังพลรวม 30 นาย ย้ายไปอยู่ที่ วัดสุขาวดี อ.ยะรัง ห่างจากจุดเดิม 3 กิโลเมตร พร้อมทั้งมีการสั่งดำเนินการให้ทหารเกณฑ์ทั้งสองนาย

ที่มาของข่าว….norsorpor.com

……………………………………………………………………….

Soldier tryst with teen stirs trouble

Fourth Army chief Udomchai Thammasarorat has admitted an army private’s romantic liaison with a local Muslim girl could complicate the military’s work in the far South.

A video clip has been distributed of an army private known only as Winai engaging in what appears to be a consensual, sexual act with a 16-year-old Muslim girl in Yarang district of Pattani.

A fellow army private, identified only as Yot, took the clip and sent it to friends, who may have passed the clip to the public, a source said.

The sex act took place at a local hospital on Jan 22. The girl’s parents have filed a complaint against the private with Yarang district police.

Pol Col Suandey Juthanont, chief of Yarang police, confirmed staff had received the complaint.

According to the source, the army privates were based at an outpost in tambon Rawang. In response to the complaint, they have now been shifted to the Ingkayutthaboriharn army camp in Nong Chik district, also in Pattani.

Lt Gen Udomchai said relationships between soldiers and residents violate the Fourth Army’s regulations and the pair have been punished. He was concerned a third party could exploit the issue, which he said could fan mistrust between soldiers and residents.

“This time, they have demanded we withdraw the whole operations base from their community,” said Lt Gen Udomchai, referring to angry residents who heard about the incident. They demanded the outpost be dismantled.

Lt Gen Udomchai said the public should be open-minded about the issue. He was told the girl agreed to meet the two privates herself.

“But certainly, the two privates were in the wrong. We have rules against soldiers entering relationships with residents. We have punished them.”

The 4th Army chief was concerned the issue could pit residents against soldiers and make the military’s job harder in far South.

“We have removed the soldiers from the area, but it has become our weak point. It is now more difficult for us to look after the area,” Lt Gen Udomchai said.

By….bangkokpost

ทหารซ้อมทรมานให้รับสารภาพเป็น “โจรใต้” มีอีกแล้ว

นราธิวาส – ชาวบ้านร้องสื่อถูกทหารรุมซ้อมให้รับสารภาพเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบ แถมตำรวจไม่รับแจ้ง วอนแม่ทัพภาค 4 ดูแลอย่าให้เป็นมวยล้ม มิเช่นนั้นชาวบ้านจะระแวง จนท.รัฐไม่รู้จบ

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.นราธิวาส ว่า นายซุลกิฟรี ซิกะ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60 บ้านพงยือติ ต.ลาโล๊ะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา เวลา 11.30 น. ถูกเจ้าหน้าที่ทหารแต่งชุดนอกเครื่องแบบสีดำ ไว้ผมยาว จำนวน 8-10 คน เข้าตรวจค้นบ้านพักในขณะที่ตนกำลังเดินสายไฟฟ้าภายในบ้านพัก และได้ควบคุมตัวตนโดยจับกดศีรษะลงพื้นจนศีรษะแตก พร้อมทั้งใส่กุญแจมือนำตัวไปสอบสวนที่ฐานปฏิบัติการชุดเฉพาะกิจนราธิวาส 30 ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดสวนธรรม อ.รือเสาะ

และในระหว่างสอบสวนอยู่ภายในศาลา ตนถูกเจ้าหน้าที่ทหารรุมซ้อม ชกต่อยและใช้เท้าเตะเพื่อให้รับสารภาพว่าเป็นแนวร่วมสมาชิกโจรก่อการร้าย แต่ตนได้ปฏิเสธ เนื่องจากไม่เป็นดังคำที่ถูกเจ้าหน้าที่กล่าวหา

และในวันเดียวกันนี้ เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวได้นำตนกลับมาที่บ้านพัก ให้ทำการชี้จุดต่างๆ ภายในบ้าน แล้วนำตัวกลับไปยังฐานปฏิบัติการชุดเฉพาะกิจนราธิวาส 30 อีกครั้ง จากนั้นให้เซ็นชื่อลงในกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนรายละเอียดต่างๆ และหลังจากตนเซ็นชื่อลงในแผ่นกระดาษดังกล่าว เจ้าหน้าที่นายหนึ่งบอกกับตนว่าถูกจับแล้ว

ต่อมาเมื่อเวลา 17.00 น.ของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวได้นำตนไปสอบสวนอีกครั้งที่กองบังคับการกรมทหารพรานที่ 46 ซึ่งตั้งอยู่พื้นที่รับผิดชอบของ สภ.ตันหยง อ.เมือง จ.นราธิวาส และเจ้าหน้าที่ทหารได้ทำการซ้อมตนอีกครั้งเพื่อให้รับสารภาพว่าเป็นสมาชิกแนวร่วมโจรก่อการร้าย โดยบังคับให้ถอดเสื้อผ้าออกแล้วรุมกันชกต่อย เตะด้วยเท้าจนตนสลบเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว ก่อนที่จะปลุกตนมาสอบสวนอีกครั้ง ซึ่งเป็นอยู่อย่างนี้ทั้ง 7 วันที่ถูกควบคุมตัว


นายซุลกิฟรี ซิกะ ที่ถูกซ้อมทรมานให้รับสารภาพว่าเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบ

ที่หนักที่สุดคือ ช่วงอยู่ที่กองบังคับการกรมทหารพรานที่ 46 เจ้าหน้าที่ทหารจะใช้ถุงพลาสติกและกระสอบใส่ปุ๋ยสีขาวครอบศีรษะตนเพื่อทรมานให้ขาดอากาศหายใจ ควบคู่กับการเตะและชก รวมทั้งใช้มือบีบลูกอัณฑะเพื่อให้ตนรับสารภาพให้ได้ ซึ่งตนบอกและย้ำไปว่าไม่ได้เป็นสมาชิกแนวร่วมแต่อย่างใด พร้อมทวงถามว่าทำไมถึงทำกับตนเช่นนี้ มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

จนกระทั่งวันที่ 16 ก.พ.55 เวลา 16.00 น.เจ้าหน้าที่ได้นำตนส่งค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวนอีกครั้ง ซึ่งตนอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 3 วัน โดยเจ้าหน้าที่พยายามสอบสวนว่าตนเป็นสมาชิกแนวร่วมโจรก่อการร้ายจริงหรือไม่ ซึ่งตนก็ได้บอกไปเหมือนทุกๆ ครั้ง ว่า “เป็นชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ มีอาชีพกรีดยางพารา ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบ” ทั้งนี้ ตนรู้สึกว่าเหมือนกับที่เจ้าหน้าที่ทหารจะพยายามยัดเยียดข้อหาให้กับตน

ต่อมาก่อนที่ตนจะเป็นอิสระ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ส่งตัวไปยังฐานปฏิบัติการชุดเฉพาะกิจนราธิวาส 37 ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.ศรีสาคร ในวันที่ 18 ก.พ.55 ก่อนที่ตนจะถูกส่งตัวไปยังศูนย์ปฏิบัติการตำรวจส่วนหน้า จ.ยะลา เมื่อวันที่ 20 ก.พ.55 โดยตนได้ให้ปากคำกับ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ที่ปรึกษาด้านสืบสวนคดีอาญา ถึงรายละเอียดทั้งหมดว่าตนถูกเจ้าหน้าที่ทหารซ้อมในทุกขั้นตอนอย่างไร ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บันทึกรายละเอียดทั้งหมดเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นตนถูกส่งฟ้องศาล จ.นราธิวาส และศาลได้พิจารณาว่าตนไม่มีความผิดและได้ปล่อยตัว

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 ก.พ. 55 ในระหว่างที่ตนถูกควบคุมตัวสอบสวนอยู่ที่กองบังคับการกรมทหารพรานที่ 46 พ่อและแม่ของตนรู้ว่าตนถูกเจ้าหน้าที่ทหารซ้อม จึงได้เดินทางไปแจ้งความที่ สภ.ตันหยง ซึ่งเป็นพื้นที่จุดเกิดเหตุ แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้งความ

จากเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตนจึงวอนให้ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาค 4 ช่วยดูแลและกำชับเจ้าหน้าที่อย่าให้มีพฤติกรรมดังกล่าว โดยเฉพาะการยัดเยียดให้ชาวบ้านเป็นโจร และเสนอให้ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพราะปัจจุบันนี้ตนยังไม่สามารถที่จะประกอบอาชีพกรีดยางพาราได้ดังเดิม เนื่องจากยังมีอาการบาดเจ็บจากการถูกเจ้าหน้าที่ทหารรุมซ้อม และไม่กล้าที่จะเดินทางไปไหนมาไหน เนื่องจากกลัวว่าจะถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายไหนจับตัวไปซ้อมอีก

ทั้งนี้ ล่าสุด ตนได้ทำเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้ว แต่อยากย้ำให้ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาค 4 ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและอย่าได้ปกป้องคนผิด ต้องนำตัวมาลงโทษให้ได้เพราะชาวบ้านไม่มีที่พึ่ง

สำหรับเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้น ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังกองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ซึ่งตั้งอยู่ อ.เมือง จ.นราธิวาส เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงจาก พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผบ.ฉก.นราธิวาส แต่ พล.ต.กัมปนาท ติดราชการ และได้พบกับ พ.อ.กัณฑ์ชัย ประจวบอารีย์ เสธ.ฉก.นราธิวาส กับ พ.อ.ทรงพล สาดเสาเงิน รอง ผบ.ฉก.นราธิวาส ซึ่งได้รับคำตอบว่า เรื่องดังกล่าวทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ส่งเรื่องทั้งหมดไปยัง พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาค 4 แล้ว และแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

มือดีปลอมเว็บไซต์พูโล

หลังจากกลุ่มขบวนการพูโล ใช้สื่อเวปไซด์ในการเคลื่อนไหว โดยใช้เวป http://puloinfo.net/ ล่าสุดมีเวปไซด์ใหม่ หน้าตาเหมือนเวปไซด์ของขบวนการพูโล แต่ ใช้ http://puloinfo.org/home/ ซึ่งออกมาโจมตีพูโลและให้ข้อมูลตรงกันข้าม

ล่าสุดขบวนการขบวนการพูโล ได้ออกแถลงการณ์ผ่านเวปไชด์ http://puloinfo.net/ โดยระบุว่า บัดนี้ได้มีบุคคลหรือคณะบุคคลได้คัดลอกเว็บไซต์ทางการของเราแล้วเสนอบทความและเนื้อหาบิดเบือนและโจมตีในทางลบโดยมีจุดประสงค์เพื่อหันเหจุดประสงค์ดีสมเหตุสมผลดังต้นและพยายามที่จะก่อให้เกิดสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ให้เลวร้ายยิ่งขึ้น

“ขอประกาศให้ผู้รักสันติทั้งหลายที่กำลังติดตามความเคลื่อนไหวของการต่อสู้อันชอบธรรมของชนชาวมลายูมุสลิมปาตานีจากงานการประชาสัมพันธ์ของเราบนพื้นฐานแห่งความจริง โปร่งใส ตรงไปตรงมา”

“ในความพยายามที่จะนำมาซึ่งความสงบสุข ความเป็นธรรมและยั่งยืนด้วยการยอมรับของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นชาวมลายูปาตานีเองและชนกลุ่มน้อยอื่นๆที่อยู่ในเขตปาตานีดารุสซาลามนั้น บัดนี้ได้มีบุคคลหรือคณะบุคคลได้คัดลอกเว็บไซต์ทางการของเราแล้วเสนอบทความและเนื้อหาบิดเบือนและโจมตีในทางลบโดยมีจุดประสงค์เพื่อหันเหจุดประสงค์ดีสมเหตุสมผลดังกล่าวข้างต้นและพยายามที่จะก่อให้เกิดสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ให้เลวร้ายยิ่งขึ้น เราขอประนามผู้ที่อยู่เบื้องหลังกิจกรรมอันไร้ความรับผิดชอบนี้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับทางการไทยอย่างใกล้ชิดแน่นอนไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม”

“และเราขอยืนกรานว่า ไม่ว่าท่าน โดยเฉพาะกับคนที่ไม่รู้จักแม้แต่ค่าของความเป็นคนที่มีอุดมการณ์ชั่วๆ ที่ไม่สามารถมองทะลุว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับชาติของตนเองทั้งในส่วนกลางและตามภูมิภาค และไม่ว่าท่านจะพายามขัดขวางความตั้งใจอันแน่วแน่ของเราสักเพียงใด ก็จะไม่สามารถที่ทำให้เราล้มเลิกการยืนหยัดเพื่อสัจธรรมอันมีเกียรติของเราไปจนกว่าความสำเร็จนั้นจะอยู่ในเงื้อมมือเราในที่สุด เราขอขอปฎิเสธอย่างแข็งขันว่าเว็บไซต์ www.puloinfo.org/home นั้นไม่ใช่ของเรา แต่เป็นของบุคคลหรือคณะบุคคลที่มีวิกลจริต จึงประกาศมาให้ทราบ” เวปไซด์พูโล ระบุ

ที่มา…fatonionline

ทหารพรานปัตตานีกระหายเลือด ถล่มชาวบ้านดับ4เจ็บ5

ทหารพรานปัตตานีโดนบึ้มฐาน รวมพลไล่ล่าคนร้าย ถล่มชาวบ้านดับ 4 ศพ เจ็บอีก 5 ชาวบ้านยันเหยื่อกระสุนล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ทันข้ามวันคนร้ายเล่นอีกระลอก ถล่มฐาน นพป. หนองจิก กราดยิงบ้านชาวบ้านเสียหายอีก 3 หลัง

อัคร ทิพย์โรจน์

‎คำกล่าวของคนทีรอดชิวิตจากการกระทำของกลุ่มทหารพราน…เมื่อขับรถขึ้นเนินเข้ามายังเส้น 418 ผู้ขับเห็นอาสาสมัครทหารพราน แต่งชุดดำ 1 นาย ยืนโบกมืออยู่บนถนน พร้อมตะโกนเพื่อให้รถหยุด นายยา ผู้ขับได้เล่าให้ฟังว่า ตนเห็นทหารพรานสวมชุดดำโบกมือทั้งสองข้างเพื่อให้หยุด ตนจึงได้หยุดรถ ซึ่งห่างจากทหารพรานประมาณ 10 ม. แล้วให้แบฮะ ที่อยู่ข้างคนขับที่พูดภาษาไทยได้บอกกับทหารพรานไปว่าจะไปละหมาดญีนาซะห์(ศพ) พูดคุยกันได้ประมาณไม่ถึง 10 นาที ผมมองเห็นทหารพรานคนดังกล่าวยกปืนขึ้นมาแล้วเล็งมายังรถ ผมคิดในใจว่า “ทหารจะยิงพวกเราหรอ” ไม่ทันใด เสียงปืนดังขึ้นจากด้านซ้ายของรถ มีอาสาสมัครทหารพรานอีกคนยืนอยู่บนเนินยิงกราดเข้าใส่รถในตัวรถ และกระบะหลัง ผมก้มลงใต้พวกมาลัยรถ กระสุนเฉียดแผนหลังด้านซ้าย รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันที ทหารพรานได้ตะโกนให้คนที่อยู่บนรถหนี แต่ระหว่างนั้นก็ได้กราดยิงแบบไม่ยั้งมือ

เมื่อเวลาประมาณ 20.30 น. วันที่ 29 มกราคม 2555 มีคนร้ายใช้ปืนเอ็ม.79 ยิงใส่ฐานชุดปฏิบัติการทหารพราน 4302 หมู่ที่ 3 บ้านน้ำดำ ตำบลปุโล๊ะปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเหตุให้ทหารพรานบาดเจ็บเล็กน้อย 1 นาย หลังเกิดเหตุกำลังทหารพรานหน่วยพัฒนาสันติบ้านน้ำดำพร้อมอาวุธครบมือ ออกไล่สกัดคนร้าย

เมื่อมาถึงหมู่ที่ 1 บ้านกาหยี ตำบลลิปะสาโง อำเภอหนองจิก พบรถยนต์กระบะตอนครึ่งขับมาตามถนนสายบ้านน้ำดำ–บ้านกะหยี มีผู้โดยสารเต็มคัน จึงตั้งจุดสกัดตรงบริเวณก่อนถึงแยกถนนทางหลวงสาย 418 เมื่อรถยนต์คันดังกล่าวชะลอความเร็ว กลุ่มทหารพรานได้ใช้อาวุธสงครามกราดยิงใส่ตัวรถกระบะคันพรุนทั้งคัน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 ราย และบาดเจ็บอีก 5 ราย

ภายหลังเกิดเหตุพ.ต.ท.วีรชาติ คูหามุข รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหนองจิก จังหวัดปัตตานี ได้นำกำลังตำรวจ พร้อมชุดพิสูจน์หลักฐานรุดไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุทันที จากการตรวจสอบภายในรถยนต์คันดังกล่าว พบเป็นรถยนต์กระบะตอนครึ่ง สีบรอนซ์เงินมีผู้เสียชีวิตทันที 4 ราย เจ็บสาหัส 3 ราย เจ้าหน้าที่จึงประสานรถเพื่อนำส่งโรงพยาบาลหนองจิก จากการตรวจสอบภายในรถพบปืนสงครามอาก้า 1 กระบอก และปืนพกสั้นขนาด 11 มิลลิเมตรอีก 1 กระบอก

สำหรับผู้เสียชีวิต ประกอบด้วย นายรอปา บือราเฮง อายุ 18 ปี เป็นบุตรอิหม่าม อยู่บ้านเลขที่ 37/2 หมู่ที่ 1 บ้านกะหยี, นายอิสมัน ดือราแม อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 93 หมู่ 1 บ้านกะหยี, นายสาหะ สาแม อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 93/2 หมู่ที่ 1 บ้านกะหยี, นายหะมะ สะนิ อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 1 บ้านกะหยี สภาพศพถูกยิงที่บริเวณลำตัวและขาเป็นแผลฉกรรจ์

ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ประกอบด้วย นายยา ดือราแม อายุ 58 ปี คอเต็บมัสยิดบ้านกะหยี มีบาดแผลถูกอาวุธเฉียด 1 แผล มีรอยฟกช้ำตามลำตัวจำนวนมาก, ด.ช.มะรูดิง อาแวกือจิ อายุ 15 ปี ถูกยิงเข้าที่แขนขวาหัก 1 นัด, นายมะแอ ดอเลาะ อายุ 76 ปี และนายฐอบรี บือราเฮง อายุ 19 ปี ทั้งหมดเป็นชาวตำบลลิปะสาโง ต่อมา วันที่ 30 มกราคม 2555 เจ้าหน้าที่ได้ส่งผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลปัตตานี

นายแวเตะ อาแวกือจิ บิดาผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งหมด ถูกเจ้าหน้าที่กลั่นแกล้งกล่าวหาว่าเป็นโจร เพราะก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายทั้งหมดได้นั่งรถออกมาจากบ้าน 9 คน มุ่งหน้าไปร่วมละหมาดคนตายที่บ้านทุ่งโพธิ์ โดยมีนายยา ดือราแม เป็นคนขับ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุทหารพรานตะโกนให้จอด เมื่อรถชะลอความเร็ว กลับถูกทหารพรานยิงจนเสียชีวิตและบาดเจ็บ โดยบางคนได้กระโดดหนีไปหลบบ้านญาติ ก่อนทบรรดาญาติและชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ช่วยกันนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลหนองจิก

นายมะรูดิง หนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บ เปิดเผยกับว่า ก่อนเกิดเหตุได้ยินเสียงปืนและเสียงคล้ายลูกระเบิดดังขึ้นฝั่งตรงข้ามของหมู่บ้าน จากนั้นหลังเสร็จละหมาดอีชา ที่มัสยิดในหมู่บ้าน นายยาได้ชวนไปละหมาดคนตายที่บ้านโพธิ์ ตำบล….. เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุซึ่งมืดมาก มีคนพูดเป็นภาษาไทยเรียกให้หยุดรถ ขณะที่ชะลอความเร็วของรถ มีเสียงปืนดังขึ้นโดยไม่ทราบทิศทาง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ตนจึงกระโดดหนีหลบไปอยู่ใต้ท้องรถ แต่ยังถูกยิงที่แขนขวา 1 นัด จึงพยายามหลบหนีเข้าป่า แต่ก็ยังถูกไล่ยิงอีกชุดใหญ่แต่ไม่โดน ตนจึงหลบเข้าไปอาศัยบ้านของเพื่อนบ้าน ก่อนจะถูกนำส่งโรงพยาบาลในเวลาต่อมา ถึงขณะนี้ตนยังไม่ทราบว่าใครยิง ช่วงที่คนร้ายยิง พวกตนไม่ได้มียิงต่อสู้ เพราะไม่มีอาวุธ

ต่อมา เวลา 10.00 น.วันที่ 30 มกราคม 2555 ที่มัสยิดบ้านตันหยงบูโล๊ะ บรรดาญาติได้นำศพผู้เสียชีวิต ประกอบด้วย นายอิสมัน นายสาหะ นายรอปา นายหามะ มาประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม มีประชานชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมละหมาดให้กับผู้เสียชีวิต จากนั้นนำทั้งหมดไปฝังยังกุโบร์บ้านตันหยงบูโล๊ะ

ทั้งนี้ ชาวบ้านที่เข้าร่วมพิธีต่างเชื่อว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นผู้บริสุทธิ์ และต้องการให้เจ้าหน้าที่รับผิดชอบเข้ามาดูแลให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตโดยด่วน

วันเดียวกัน พล.ต.อัคร ทิพย์โรจน์ รองกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรภาค 4 ส่วนหน้า ในฐานะโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แถลงว่า ก่อนชาวบ้านจะถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เกิดเหตุคนร้ายใช้เครื่องยิงกระสุนเอ็ม.79 ยิงใส่ฐานชุดปฏิบัติการทหารพราน 4302 จากนั้นได้ใช้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นโล่มนุษย์กำบัง โดยการอาศัยรถยนต์ของชาวบ้านที่แล่นผ่านมาแฝงตัวหลบหนี เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นท่าทางมีพิรุธจึงเข้าตรวจสอบ คนร้ายได้ยิงใส่เจ้าหน้าที่เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ต้องตอบโต้กลุ่มคนร้าย ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์รับเคราะห์แล้วหลบหนี

พล.ต.อัคร แถลงต่อไปว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น คนร้ายได้ยทิ้งหลักฐานสำคัญไว้ในที่เกิดเหตุ เป็นปืนอาก้า AK 47 ได้ 1 กระบอก และปืนพกสั้นขนาด 11 มิลลิเมตร 1 กระบอก ทั้งหมดเป็นอาวุธที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบและพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อหาที่มาของอาวุธปืนว่า เคยนำไปก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ใดบ้าง จะได้เชื่อมโยงสู่ผู้ที่ครอบครอง เพื่อระบุได้ว่ามีใครที่เกี่ยวข้องบ้าง

“เป็นกลลวงของกลุ่มคนร้าย ที่พยายามพลิกสถานการณ์ให้การก่อเหตุของกลุ่มคนร้าย ให้กลายเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ต่อประชาชน เพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่” พล.ต.อัคร กล่าวคำแก้ตัวให้กับทหารพรานซึ่งตัวเองก็กลัวว่าชาวบ้านจะลุกขึึ้นมาสู้ฝ่ายรัฐบาลเป็นอย่างมาก และเขาเองคิดว่าทหารพรานทำกูกต้องแล้วที่ฆ่าชาวบ้านที่บริสุทธิ์และทิ้งปืนไว้เป็นหลักฐานเพื่อที่จะกว่าวหาว่าชาวบ้านเป็นคนร้าย

มุคตาร์ กีละ หัวหน้าพรรคประชาธรรม ถูกยิงเสียชีวิต

(อินนาลิลลาวะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน)
ผู้สื่อข่าวฟาตอนี ออนไลน์ ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากคนในพื้นที่ว่า นายมุคตาร์ กีละ หัวหน้าพรรคประชาธรรมถูกยิงเสียชีวิต วันนี้ (15 ธ.ค.) เวลา 22.00 น.ที่บ้านลูโบ๊ะกาเยาะ ต.เฉลิม อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า มุคตาร์ กีละ หัวหน้าพรรคประชาธรรม ถูกยิงเสียชีวิต ในหมู่บ้าน ใกล้แยกลูโบ๊ะกาเยาะ ต.เฉลิม อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยคนร้าย 4 ตนได้มาดักรอซุ่มยิง ด้วยอาวุธสงคราม หลังยิงเสร็จได้ขี่จักรยานยนต์หลบหนี แต่เจอ ชรบ. และอส. ตั้งด่าน จนเกิดการต่อสู้คนร้ายถูกยิงตาย 2 ศพ พร้อมอาวุธ เบื้องต้นตำรวจยังไม่เปิดเผยอคนร้ายที่ถูถยิงเสียชีวิตในการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ว่าเป็นใคร……….

โดยก่อนหน้าที่จะถูกยิงนายมุคตาร์ ได้ไปนั่งคุยที่บ้านประธานสาขาพรรคประชาธรรมซึ่งในหมู่บ้านเดียวกันตน หลังคุยเสร็จนายมุคตาร์ได้แยกออกมาเพื่อจะกลับบ้าน ซึ่งเดินออกมาไม่ไกลก็ถูกคนร้ายซุ่มยิงจนเสียชีวิต

แหล่งข่าวที่ใกลชิดกับนายมุคตาร์ยืนยันว่า การเสียชีวิตของหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคประชาธรรมครั้งนี้มีปมมาจากการเมืองอย่างแน่นอน

ส่วนมัยยิตของนายมุคตาร์ ขณะนี้กำลังนำกลับจากโรงพยาบาลไปยังบ้านพัก โดยจะมีการละหมาดยะนาซะห์พรุ่งนี้ (16 ธ.ค.) เวลาประมาณ 9.00 น. ที่ บ้านลูโบ๊ะกาเยาะ ต.เฉลิม อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

อนึ่ง พรรคประชาธรรม เป็นพรรคที่แสดงตนเป็นพรรคมาลายู ก่อกำเนิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยคนในพื้นที่ มีมุคตาร์ กีละ เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งมุ่งหวังที่จะผลักดันการแก่ปัญหาความไม่สงบจังหวัดจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลัก ได้ส่งผู้สมัครลงแข่งขันในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ครั้งที่ผานมา แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งเลยแม้แต่คนเดียว

ก่อนหน้าการเลือกตั้ง มุคตาร์เคยถูกผู้สื่อข่าว ดีฟเซาท์วอช ตั้งคำถามว่า คิดอย่างกับคำกล่าวที่ว่า พรรคประชาธรรมเป็นพรรคไม้ประดับ เพราะเป็นพรรคเล็กที่ต้องแข่งขันกับพรรคการเมืองใหญ่ๆ

มุคตาร์ ตอบว่า เขาภาคภูมิใจ เพราะเป็นครั้งแรกที่คนมลายู สามารถก่อตั้งพรรคการเมืองได้ เป็นการยกฐานะของคนมลายู จากอดีตที่คนมลายูไม่สามารถทำอะไรได้ทางการเมือง แต่ปัจจุบันพรรคประชาธรรมได้ก่อตั้งพรรคของคนมลายูขึ้นมา เพราะอนาคตของพรรคอยู่ประชาชน พรรคประชาธรรมไม่ได้สนใจพรรคใหญ่ๆ เราสนใจแต่พรรคเล็กๆ ว่า แต่ได้ทำในสิ่งที่เราตั้งใจ และขอจากอัลลอฮ์ให้พวกเราประสบความสำเร็จ.

มุคตาร์ กีละ จากพรรคสันติภาพไทยสู่พรรคประชาธรรม

สำหรับ นายมุคตาร์ เป็นบุคคลในแวดวงการเมืองของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคสันติภาพไทย ซึ่งมี นายพิเชษฐ์ สถิรชวาล อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเป็นหัวหน้าพรรค และได้ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ส.ส.ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี พ.ศ.2548 แต่ไม่มีผู้สมัครได้รับเลือก

ต่อมาพรรคสันติภาพไทยถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการเปิดสาขาพรรคในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด แต่ นายมุคตาร์ ก็ยังไม่ถอดใจ ยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อไปในนามกลุ่มสันติภาพ

ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2550 นายมุคตาร์ได้เข้าร่วมกับพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งอีกครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นเคย กระทั่งในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2554 นายมุคตาร์ได้ตั้งพรรคใหม่ ชื่อพรรคประชาธรรม ชูจุดขายว่าเป็นพรรคของคนมลายูแท้ๆ และขอโอกาสเป็นสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงสู่สันติสุข เพราะปัญหาชายแดนใต้ต้องแก้โดยคนในพื้นที่เอง แม้เขาและผู้สมัครของพรรคจะไม่ได้รับการเลือกตั้งเลยอีกครั้ง แต่พรรคประชาธรรมก็สร้างกระแส “พรรคการเมืองของคนมลายู” ได้อย่างคึกคักไม่น้อย

ทั้งนี้ ช่วงรณรงค์หาเสียงก่อนหย่อนบัตรลงคะแนนเมื่อวันที่ 3 ก.ค. นายมุคตาร์ยังได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ เกี่ยวกับความหวังในสมรภูมิเลือกตั้ง และทิศทางการเมืองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย.

ศาลจำคุกตลอดชีวิต’หะยี ดาโอ๊ะ ท่าน้ำ

ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุกตลอดชีวิต”หะยี ดาโอ๊ะ ท่าน้ำ”อดีตหัวหน้า”พูโล”กับพวกรวม3คน ส่วน”อับดุล เราะห์มาน”ร่วมขบวนการจำคุก50ปีฐานแบ่งแยกดินแดน

วันนี้(2ธ.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 914 ศาลอาญา ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีกบฏแบ่งแยกดินแดน หมายเลขดำที่ ด.2722/2541 ที่อัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายหะยี ดาโอ๊ะ ท่าน้ำ หรือดาโอ๊ะ มะเซ็ง หรือดาโอะ มะเซ็ง อดีตหัวหน้าขบวนการพูโล อายุ 54 ปี จำเลยที่ 1 นายหะยี บือโด เบตง หรือนายบาบอแม เบตง หรือนายหะยี อาเซ็ม ประธานขบวนการพูโล อายุ 74 ปี จำเลยที่ 2 , นายอับดุล เราะห์มาน บิน อับดุลกาเดร์ หรือนายหะยี สมาชิกขบวนการพูโล อายุ 63 ปี จำเลยที่ 3 , นายหะยีสะมะแอ ท่าน้ำ หรือนายสะมะแอ สะอะ หรือหะยี อิสมาแอล กัดดาฟี หัวหน้ากองกำลังติดอาวุธขบวนการพูโล อายุ 60 ปี จำเลยที่ 4 และนายยามี มะเซะ สมาชิกขบวนการพูโล อายุ 61 ปี จำเลยที่ 5 ในความผิดร่วมกันเป็นกบฏแบ่งแยกราชอาณาจักร สะสมกำลังพลและอาวุธ สมคบกันเป็นซ่องโจร

โดยอัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 16 เม.ย.41 ระบุความผิดสรุปว่า ระหว่างปี 2511-2541 มีกลุ่มคนที่นับถือศาสนาอิสลาม สมคบกันก่อตั้งองค์กรทางการเมืองชื่อ องค์การปลดแอกแห่งชาติปัตตานี หรือขบวนการแบ่งแยกดินแดนพูโล เพื่อแบ่งแยกดินแดน 5 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วยจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี สตูล และสงขลา บางส่วน สถาปนาเป็นรัฐอิสระปกครองตนเอง โดยไม่ขึ้นอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลไทย ทั้งชักชวนให้สมาชิกนำญาติมิตรเข้าร่วมขบวนการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ ฝึกวิชาทหาร และการสู้รบแบบกองโจร ก่อวินาศกรรมตามสถานที่ราชการต่างๆ เช่น ศาลากลางจังหวัด สถานีตำรวจ สถานีรถไฟ โรงแรม เผาอาคารสถานที่สำคัญ เช่น โรงเรียน เป็นต้น รวมทั้งใช้อาวุธยิงข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศนับถือศาสนาอิสลาม ตลอดจนมีการข่มขู่กรรโชกทรัพย์เรียกค่าคุ้มครองจากพ่อค้า นักธุรกิจ เจ้าของสวนยางพารา และบริษัทรับเหมาก่อสร้างอื่นๆ ทำให้ขบวนการพูโล มีเงินทุนซื้ออาวุธ เพื่อก่อความวุ่นวายดังกล่าว ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1-4 ให้การรับสารภาพ แต่กลับมาให้การปฏิเสธชั้นพิจารณาของศาล

คดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 ต.ค.45 ให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1,2 และ 4 แต่คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิตจำเลยที่ 1,2 และ 4 ส่วนจำเลยที่ 3 และ 5 ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าร่วมกระทำผิดให้ยกฟ้อง

ต่อมาวันที่ 15 พ.ย.48 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในส่วนของจำเลยที่ 1, 2 และ 4 ให้จำคุกตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์แก้โทษที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เป็นให้ประหารชีวิต แต่คำให้การจำเลยที่ 3 มีประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกเป็นเวลา 50 ปี ส่วนจำเลยที่ 5 อัยการไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุด ขณะที่จำเลยที่ 1,2,3,4 ยื่นฎีกา ยื่นฎีกาต่อ

ศาลฎีกาประชุมตรวจสำนวนแล้ว เห็นว่าคดีนี้โจทก์มีพยาน ซึ่งเป็นน้องชายของพี่สะใภ้ของจำเลยที่ 2 รวมทั้งพยานอีกหลายปาก ซึ่งร่วมกันเป็นสมาชิกของขบวนการเบิกความว่า ก่อนที่จะเข้าร่วมกับกลุ่มจำเลยได้ถูกชักชวนให้ร่วมเป็นสมาชิก และเคยเข้าร่วมประชุมกับกลุ่มสมาชิกเคยเห็นกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 20 คนร่วมอยู่ด้วย โดยระบุว่าหากเป็นสมาชิกจะได้สิทธิพิเศษในประเทศมาเลเซีย และได้รางวัลตอบแทนเมื่อจำเลยที่ 1 และ 2 ได้สั่งให้ทำการก่อความวุ่นวาย ซึ่งพวกจำเลยจะทำจดหมายข่มขู่เรียกค่าคุ้มครองและแบ่งแยกดินแดนไปวางไว้ตามสถานที่ต่างๆ ขณะที่พยานโจทก์ยังระบุว่าเมื่อร่วมเป็นสมาชิกแล้วระยะหนึ่ง

ต่อมามีคนในขบวนการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม จึงรู้สึกว่าขาดความน่าเชื่อถือ ทำให้สมาชิกบางส่วนเข้ามอบตัวผ่านทางพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ขณะที่ข้อเท็จจริงที่ได้จากคำให้การรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้เริ่มขบวนการมาตั้งแต่ปี 2529 และได้เป็นหัวหน้าขบวนการที่ติดอาวุธอยู่ในป่า จ.ยะลา ซึ่งภายหลังได้มีการแต่งตั้งสมาชิกคนอื่นให้เป็นหัวหน้าควบคุมแทน โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าขบวนการพูโลใหม่ และภายหลังจากที่กลุ่มขบวนการพูโลไม่สามารถต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ได้ จึงเดินทางไปกลับมาเลเซีย ซึ่งมีพยานโจทก์เดินทางไปรับจ้างกรีดยางที่มาเลเซียได้เบิกความถึงเหตุการณ์ในขณะนั้นและการถูกชักชวนให้เข้าเป็นสมาชิก

แม้ว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของโจทก์บางปากจะเป็นเพียงพยานบอกเล่า แต่เมื่อรับฟังร่วมกับพยานแวดล้อมต่างๆ มีรายละเอียดเชื่อมโยงสอดคล้อง จึงสามารถรับฟังได้ ประกอบกับพยานโจทก์ซึ่งร่วมขบวนการก็ได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ก่อนที่จำเลยที่ 1-4 จะถูกจับกุมในคดีนี้ เป็นเวลานานหลายปี พยานโจทก์จึงไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัย

ส่วนที่จำเลยที่ 1-4 ฎีกา อ้างว่าคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนไม่ได้ทำด้วยความสมัครใจ แต่ถูกกดดัน ขู่เข็ญจากเจ้าพนักงาน เห็นว่า ในชั้นสอบสวนได้มีการบันทึกวีดีทัศน์จำเลยที่ 1 ขณะแสดงวิธีการประกอบระเบิดที่ไม่แสดงท่าทีถูกกดดัน ขณะที่คำให้การของพยานนำมาประกอบรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ไปศึกษาที่ประเทศซีเรียและได้รับการสอนวิธีการทำระเบิด ประกอบกับการออกคำแถลงของพวกจำเลยภายหลังถูกจับกุมมีพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น และรองอธิบดีกรมตำรวจ รวมทั้งพนักงานสอบสวนร่วมอยู่ด้วย จึงไม่น่าเชื่อว่าตำรวจชั้นผู้ใหญ่จะกลั่นแกล้ง ขณะที่การสอบสวนดำเนินการเป็นคณะ จึงยากที่จะปรุงแต่งรายละเอียด ฎีกาของจำเลยที่ 1-4 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1-4 ฎีกาขอให้ศาลพิพากษาลงโทษสถานเบา เห็นว่า คดีนี้เป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ซึ่งพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1-4 ได้ดำเนินการเป็นขบวนการก่อความไม่สงบ วางระเบิดสถานที่ต่างๆ และยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่ ต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปีเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แม้ว่าพวกจำเลยจะให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน แต่ให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณา จึงเห็นได้ว่าพวกจำเลยไม่สำนึกในการกะทำผิด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาโทษนั้นเหมาะสมแล้ว พิพากษายืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการอ่านคำพิพากษาในวันนี้ เป็นการอ่านให้นายอับดุล เราะห์มาน บิน อับดุลกาเดร์ จำเลยที่ 3 ฟัง ส่วนนายหะยี ดาโอ๊ะท่าน้ำ จำเลยที่ 1 นายหะยี บือโด เบตง จำเลยที่ 2 และนายหะยีสะมะแอ ท่าน้ำ จำเลยที่ 4 ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำ จ.สงขลา ได้อ่านคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ศาลจังหวัดสงขลาแล้ว

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 909 other followers