สะแปอิง บาซอ-มะแซ อุเซ็ง”เตรียมมอบตัวกลับมาตุภูมิ จริงหรอ……

สำนักข่าวอะลามี่: สะพัด”สะแปอิง บาซอ -มะแซ อุเซ็ง” เตรียมกลับไทย หลังหลบหนีกบดานจากกรณีถูกออกหมายจับคดีความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ ล่าสุด” ยาเซร์ ปาร์ต๊ะ” แกนนำพูโลภาคพื้นยุโรปสั่งสลายกำลังพร้อมเปิดศูนย์ประสานงานยุติไฟใต้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยาเซ ปาต๊ะห์ แกนนำกลุ่มพูโลภาคพื้นยุโรป ซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ในประเทศเยอรมัน ต่อสู้กับรัฐบาลไทย เพื่อการแบ่งแยกดินแดนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มานานนับสิบปี ได้สั่งสลายกลุ่มพูโลภาคพื้นยุโรป และยุบสำนักงานตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม 2554 ที่ผ่านมา และได้เดินทางกลับมายัง จ.ยะลา โดยการประสานงานของ นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

โดย นายยาเซร์ ปาต๊ะห์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่จะมีการเดินทางกลับมาตุภูมิได้มีการเจรจากับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านทาง นายภาณุ อุทัยรัตน์ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง มาโดยตลอด ขณะเดียวกันได้การสลายกลุ่มพูโลภาคพื้นยุโรป เพื่อกลับมาร่วมแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งเร็วๆนี้ จะได้นำกลุ่มพูโลภาคพื้นยุโรปที่อยู่ในต่างประเทศกลับมาตุภูมิด้วยจำนวนหนึ่ง

“ขณะนี้ได้เปิดศูนย์ประสานประชาอาสาพัฒนาแก้ปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา โดยจะใช้ศูนย์แห่งนี้ เป็นที่พบปะกับผู้นำฝ่ายต่างๆในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน”นายยาเซร์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากการเดินทางกลับประเทศของ นายยาเซร์ ปาต๊ะห์ แล้ว หน่วยข่าวความมั่นคง ยังได้รับการติดต่อจากแกนนำของขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ว่า นายสะแปอิง บาซอ อดีตผู้จัดการโรงเรียนธรรมมูลนิธิ และ นายมะแซ อุเซ็ง อดีตอุสตาสโรงเรียนสัมพันธ์วิทยา ซึ่งเป็น 2 แกนนำ ซึ่งถูกระบุว่า เป็นเจ้าของแผนบันได 7 ขั้น ในการตั้งรัฐปัตตานีดารุสลาม และมีคดีความมั่นคง ดดยถูกตั้งรางวัลนำจับคนละ 5 ล้านบาท จะเข้ารายงานตัวกับตัวแทนหน่วยงานของรัฐภายในเดือนตุลาคม ที่จะถึงนี้เช่นกัน

สำหรับคนทั้ง 2 กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ระบุว่า เป็นแกนนำระดับสูงของขบวนการบีอาร์เอ็นโคออดิเนต และอยู่เบื้องหลังการก่อความไม่สงบที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2547

สำหรับ นายยาเซร์ ปาต๊ะห์ แกนนำกลุ่มพูโลภาคพื้นยุโรป ไม่มีหมายจับในคดีอาญา เป็นเพียงเป็นผู้ที่มีรายชื่อแกนนำขบวนการพูโล ส่วน นายสะแปอิง บาซอ และ นายมะแซ อุเซ็ง มีหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในข้อหาก่อความไม่สงบ แต่ไม่มีหมายจับในคดีอาญาอื่นๆ เช่น วางระเบิด หรือ ฆ่าผู้อื่น

ดังนั้นทั้ง 3 คน จึงอยู่ในข่ายที่สามารถเข้าสู่ขบวนการของกฎหมายมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ความมั่นคง คือ รายงานตัวกับ กอ.รมน. เพื่อเข้าสู่ขบวนการตรวจสอบ ซักถาม และ ฟื้นฟูจิตใจ ตามระเบียบของ ม.21 ที่ใช้เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบ

พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า การเดินทางกลับมาเพื่อร่วมแก้ปัญหาความไม่สงบของ นายยาเซร์ ปาต๊ะห์ นั้น ทาง กอ.รมน. รับทราบมาโดยตลอด และเห็นด้วยที่จะให้บุคคลในต่างประเทศที่มีความเห็นขัดแย้งกับรัฐไทยเดินทางกลับมาเพื่อพูดคุยกัน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ตามแผน “พาคนกลับ” บ้าน ส่วนในเรื่องของ นายสะแปอิง บาซอ และ นายมะแซ อุเซ็ง ถ้าเป็นไปได้จริง จะทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นมีหนทางในการแก้ไขได้ด้วยสันติวิธี

แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มพูโลอีกกลุ่มหนึ่งที่มี นายคัสตูรี่ มะโกตา เป็นผู้นำ ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศสวีเดน ได้ออกมาประณาม และแสดงความไม่เห็นด้วยกับการสลายตัวของกลุ่มพูโลภาคพื้นยุโรป โดยระบุว่า ไม่เป็นไปตามแนวทางการต่อสู้ของขบวนการ และก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา นายคัสตูรี ได้ส่งจดหมายผ่านทางเว็บไซต์ของขบวนการพูโลถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้เปิดการเจรจากับขบวนการพูโลในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย

ที่มา…สำนักข่าวอะลามี่:

Di mana Noor Abdul Rahman dan Lukman BinLima dalam Perjuangan PULO?

Satu pengisytiharan yang dikeluarkan oleh satu badan yang menamakan diri mereka “ Dewan Syura Pimpinan Pulo (DSPP) “ dalam satu press release yang di tandatangan oleh Kabir Abdul Rahman sebagai setiausa agong DSPP pada 11/11/2011, membawa banyak persoalan yang besar dan menjadi tanda tanya yang perlu di jawab oleh mereka yang bertanggongjawab dengan Pulo DSPP ini.

Mengikut maklumat yang ada bahawa Pulo mengalami perubahan pucuk pimpinan, ia adalah perkara biasa yang selalu berlaku kepada semua organisasi dan pertubuhan dimana2 saja.
Tapi jika di halusi perubahan yang berlaku kepada (PULO) yang menamakan diri mereka kumpulan Dewan Syura Pimpinan Pulo (DSPP) adalah amat berbiza dengan lumrah, dan norma yang lazim bagi perubahan kepimpinan organisasi lain,
Setelah di selidik terdapat maklumat yang boleh dipercayai dari sumber gerakan Pulo ini, terdapat satu surat pengisytiharan yang telah dikeluarkan oleh satu badan, yang menamakan diri mereka “Dewan Syura Pimpinan Pulo “pada 11/11/2011yang lalu dan ditanda tangan oleh Noor Abdul Rahman Preseden Pulo MKP dan Lukman Bin Lima Timbalan Preseden Pulo Perpaduan telah mengisytihar dan membeku semua aktiviti Pulo dan semua jawatan dalam kedua-dua cabang Pulo serta merta, mengikut keputusan mesyuarat yang telah dipersetujui oleh hanya beberapa individu yang mengkhianati amanah pada 8/10/2011 itu. Tetapi 98% daripada ahli jawatan kuasa MKP tidak bersetuju dengan keputusan masyuarat pada kali ini.. maka Pulo MKP telah melantik Kasturi Makota sebagai Presiden Pulo yang baru mengganti yang dulu…
Pada hari yang sama Dewan Syura Pimpinan Pulo (DSPP) telah mengisytihar dan melantik tiga nama baru untuk menerajui DSPP:
1- Mahmod Mahyudin sebagai Preseden
2- Kabir Abdul Rahman Setiausaha Agong
3- Salahudin Alayubi Ketua Melitari
Persoalannya: Apa telah terjadi dan berlaku kepada nama-nama mereka ini yang telah sekian lama berada dalam PULO?:
1- Mahmod Mahyudin bekas Perseden Pulo MKP (Noor Abdul Rahman)
2- Lokman Bin Lima bekas Timbalan Pulo Perpaduan
3- Muhammad Albarudi bekas Presden Pulo Perpaduan
4- kabir abdulrahman bekas Setiausaha Agong Pulo ( Abu Akram )
5- Abu Jihad bekas Setiausaha Agong Pulo MKP
Kerana lazimnya jika perubahan berlaku di mana2 gerakan atau pertubuhan maka salah saorang dari kalangan pemimpin Pulo akan diberi tanggungjawab untuk menerajui Pulo, tapi apa yang berlaku kepada perubahan Pulo DSPP pada kali ini nampak berlainan dengan lumrah dan cara perubahan organisasi2 lain.
Tiga nama baru yang diberi tanggungjawab sebagai pemimpin tertinggi dalam Pulo. Sayang dan malangnya sekali nama seorang tokoh pengasas bagi pertubuhan PULO yang telah banyak berjaksa dan telah meninggal dunia yang fana ini di beberapa tahun yang lepas iaitu Kabir Abdul Rahman dihina,diperalat dan diguna pakai oleh mereka2 yang tidak bertanggongjawab ini.
Mengikut surat pengisytiharan DSPP, kedua2 Pulo tidak pula dibubarkan. Maka persoalan dan pertanyaan yang manjadi mistiri: Adakah bekas kedua2 pemimpin Pulo dipaksa untuk bersara? Atau mereka ini dilihat tidak releven lagi dengan Pulo sahingga terpaksa menukar nama yang sedap dedengar untuk mengeliru semua orang? Siapakah orang sebenar di sebalik tiga nama yang menerajui DSPP ini? Amat malang sekali jika orang yang sama yang menerajui Pulo pada kali ini, tapi menguna pakai nama baru untuk meraih populariti dan sokongan pada DSPP, bahkan amat berdosa kepada bangsa Melayu Patani, dan wajar dikutuk dengan sehina2nya kerana;
1- Bertentangan dengan kehendak dan ajaran Islam (Tahayul تحايل)
2- Bertentangan dengan Etika dan Norma pertubuhan.
3- Munafiq tidak layak untuk memimpin Ummah Patani.
4- Tidak bertanggongjawab kerana takut untuk mededah diri sebenar.
(Jawapan sebenar pada sambungan akan datang)
……………………………………………………………………………………

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของ นุรอับดุลเราะห์มาน และ ลุกมาน บินลีมา ในกลุ่ม พูโล

ได้มีการประกาศและรายงานจากคณะกรรมการหนึ่งซึ่งใช้นามว่า Dewan Syura Pimpinan Pulo (DSPP) ในข่าวประชาสัมพันธ์ และได้มีการลงนามโดย นาย กาบีร อับดุลเราะห์มาน เป็นเลขาธิการใหญ่ (DSPP) เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 ทำให้มีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพูโล (DSPP)
ตามข้อมูลที่มีอยู่ พูโลได้มีการเปลี่ยนแปลงความเป็นผู้นำซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับองค์กรและทุกๆหน่วยงานแต่ถ้าศึกษาอย่างละเอียดในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กร (PULO ) ที่ได้ใช้นามในกลุ่มว่า Dewan Syura Pimpinan Pulo (DSPP) จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันจากที่เคยเป็นมา
หลังจากที่ได้มีการสำรวจข้อมูลที่เชื่อถือได้จากแหล่งองค์กรพูโล , ได้มีจดหมายประกาศฉบับหนึ่ง ซึ่งได้ถูกออกมาจากกลุ่มหนึ่งที่ได้ใช้นามในกลุ่มว่า Dewan Syura Pimpinan Pulo เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา และได้มีการลงนาม โดย นุรอับดุลเราะห์มาน ประธาน Pulo MKP และ ลุกมาน บินลีมา รองประธาน Pulo perpaduan ได้ประกาศ ยกเลิก กิจกรรมทั้งหมด ของ Pulo และ ตำแหน่งทั้งหมดในทุกๆสาขาของ Pulo ทันที, ซึ่งในการประชุมเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2554 โดยมีคณะกรรมการเพียงไม่กี่คนและส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่ทรยศต่อความไว้วางใจ แต่ 98% ของสมาชิก MKP ไม่ยอมรับผลการประชุมในครั้งนี้ ดังนั้น พูโล MKP ได้แต่งตั้งให้นายกัสตูรี มะโกตา ให้เป็นประธานพูโล MKP คนใหม่
ในวันเดียวกันนั้น Dewan Syura Pimpinan Pulo ได้ประกาศแต่งตั้ง สามชื่อใหม่ เพื่อนำไปสู่ DSPP
1 – Mahmod Mahyudin = อดีตประธาน Pulo MKP ( Noor Abdul Rahman )
2 – Lokman Bin lima อดีตรองประธาน Pulo Perpaduan
3 – Muhammad Albarudi อดีตประธาน Pulo Perpaduan
4 – kabir abdulrahman ตำแหน่ง อดีตรองประธาน Pulo ( Abu Akram )
5 – Abu Jihad อดีตเลขาธิการ Pulo MKP
โดยทั่วไปแล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในการเคลื่อนไหวใดๆ จากหนึ่งในผู้นำ Pulo จะได้รับความรับผิดชอบ เพื่อประคอง Pulo , แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อการเปลี่ยนแปลง Pulo DSPP ครั้งนี้ มีลักษณะแตกต่างกันจากปกติ และวิธีการก็แตกต่างกับการเปลี่ยนแปลงขององค์กรอื่นๆ มีดังนี้
บุคคลทั้ง 3 คนดังกล่าวนี้ได้รับมอบหมายเป็นผู้นำสูงสุดของ Pulo DSPP . แต่น่าเสียดายที่หนึ่งในสามชื่อนั้นมีชื่อของผู้ที่ก่อตั้งองค์กร พูโล ที่น่ายกย่องสรรเสริญ มีอยู่ด้วยและท่านก็ได้จากโลกนี้ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา นั้นคือ นายกาบีร อับดุลเราะห์มาน ซึ่งได้ถูกดูหมิ่น และถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ที่ไม่มีความรับผิดชอบ

ตามจดหมายประกาศ DSPP , ทั้งสองอดีตผู้นำ พูโล (นุรอับดุลเราะห์มาน และ ลุกมาน บินลีมา) ยังไม่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง.จึงมีคำถามตามมาว่า อดีตทั้งสองผู้นำ พูโลโดนบังคับให้ออกตามวาระหรือว่าพวกเขาเหล่านี้ไม่มีการเกี่ยวข้องแล้วจึงต้องเปลี่ยนชื่อให้ฟังดูดีเพื่อที่จะให้ทุกคนสับสน? แล้ว ใครคือคนที่อยู่เบื้องหลัง จากชื่อทั้งสามที่นำไปสู่ DSPP ? เป็นเรื่องโชคร้ายมากถ้าเป็นคนคนเดียวกันกับ พูโล ในเวลานี้ แต่นำมาใช้เป็นชื่อใหม่เพื่อที่จะได้รับความนิยมและสนับสนุนใน DSPP เพียงเท่านั้นและบาปนักต่อชาวมลายูปาตานี และควรที่จะถูกประนามเนื่องจากการกระทำดังกล่าว ดังนี้

1-ขัดกับคำสอนของศาสนาอิสลาม
2-ขัดกับจริยธรรมและสังคมบรรทัดฐาน
3-มูนาฟิก(ทรยศ) ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำของอูมัตปาตานี
4-ไม่มีความรับผิดชอบในการเป็นผู้นำ (เพราะกลัวการเปิดเผยตัวเองในความเป็นจริง)

ที่มา.. SRI PATANI

พูโลออกแถลงการณ์ค้าน”กัสตูรี่”สถาปนาตัวเอง

จากการที่หลายส่วนได้วิเคราะห์ข่าวหัวข้อนี้แล้วก็มีคำตอบขึ้นมาว่าข่าวเรื่องนี้อาจมาจากผู้ไม่หวังดีหรือมาจากบุคคลคนหนึ่งที่มีความประสงค์ร้ายกับองค์การกู้เอกราชสหปาตานี เนื่องจากจดหมายแถลงการณ์ดังกล่าว ลงนามโดย นาย กาบิ้ล อับดุลเราะห์มาน ซึ่งบุคคลคนท่านนี้ได้จากโลกไปแล้วและในจดหมายแถลงการณ์ไม่มีลายเซ็นที่ปรากฏอย่างแน่ชัดว่าเป็นของ นาย กาบิ้ล อับดุลเราะห์มานจริง ฉะนั้นเรามองว่าจดหมายฉบับนี้เป็นของปลอมอย่างแน่ชัด การแถลงข่าวในครั้งนี้บุคคลคนนั้นอาจมีความประสงค์ที่ต้องให้ PULO เกิดความแตกแยกด้วยกันเองก็ได้หรืออาจมาจากรัฐบาลไทยเองก็เป็นไปได้. ขอให้ทุกท่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านหัวข้อข่าวดังกล่าว.
……………………………………………………………………………………

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ สำนักข่าวอะลามี่ นำเสนอข่าว ขบวนการพูโลออกแถลงการณ์แต่งตั้งผู้นำคนใหม่ โดย ปรากฏชื่อของ กัสตูรี มะโกตา เป็นปรานขวนการคนใหม่ เมื่อเร็วๆนี้

ล่าสุด ทางสำนักข่าวอะลามี่ ได้รับจดหมายทางอีเมลล์ โดยระบุว่า ขบวนการพูโลได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2011 และมีมติร่วมกัน ในการจัดตั้ง Dewan Syura Pimpinan PULO (DSPP) ซึ่งแป็นการรวมองค์กรชั่วคราว เพื่อที่ใช้ในการจัดการการรวมกัน และดำเนินกิจกรรมของขบวนการ PULO

แถลงการณ์ยังระบุว่า การรวมกันของ นายอับดุล นูร เราะห์มาน ในฐานะประธานขบวนการ PULO (MKP) และนายลุคมาน บิน ลิมา รองประธานขบวนการ PULO (MKP- Perpaduan) โดยทั้งสองมั่นใจว่า การรวมกันจะนำไปสู่ความเป็นเอกภาพและการบริหารจัดการใหม่ เพื่อประโยชน์ของความเป็นเรียกร้องอิสรภาพให้กับปัตตานี ซึ่งเป็นแนวทางที่ขบวนการพูโล ต่อสู้มาโดยตลอด

พร้อมกันนี้ ขบวนการ DSPP ได้ประกาศไม่ยอมรับการแต่งตั้งประธานขบวนการพูโล คนใหม่ และระบุว่าที่ประชุมขอประกาศให้ทราบว่า คำสั่ง ทีลงนาม โดย Mr.Kasturi Mahkota ที่ระบุว่าเป้นประนขบวนการพูโลคนใหม่ โดยระบุมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 27/10/2011 ที่ผ่านมา จะไม่ได้รับการยอมรับจากขบวนการ โดยจดหมายแถลงการณ์ดังกล่าว ลงนามโดย นาย กาบิ้ล อับดุลเราะห์มาน ตำแหน่ง เลขาธิการใหญ่ สภาที่ประชุมใหญ่พูโล หรือ Dewan Syura Pimpinan PULO (DSPP)

แหล่งข่าว ซึ่งเป็นนักวิชาการมุสลิม ที่ติดตามการเคลื่อนไหวของขบวนการในพื้นที่ชายแดนใต้ ระบุว่า การออกมาเคลื่อนไหวของขบวนการในครั้งนี้ โดยส่วนตัวมองว่า แม้ว่าที่ผ่านมาจะไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาล และหน่วยงานความมั่นคงมากนัก แต่ก็ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างในพื้นที่

พร้อมกันนี้ นักวิชาการรายนี้บอกว่า ที่ผ่านมารัฐบาลในยุคนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เคยมีการตั้งคณะทำงานติดตามเพื่อเจรจากับกลุ่มขบวนการ ทั้งพูโลและ บีอาร์เอ็น ซึ่งมีนักวิชาการคนหนึ่ง ที่เป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ประสานงานให้ นักวิชาการที่ชื่อย่อว่า อาจารย์ ม. ที่มีบทบาท ในเรื่องสันติภาพในต่างประเทศเข้ามาช่วยประสานงาน โดยมีหน่วยงานหลัก 2 หน่วยงาน คือ สภาความมั่นคงแห่งชาติ และ องค์กรเอกชนนอกประเทศแห่งหนึ่ง (มีสำนักงานใหญ่ที่กรุงเจนีวา) เป็นผู้ประสานงานกับขบวนการ และเคยเจรจากับระดับแกนนำหลายครั้ง ทั้งที่ สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

แหล่งข่าวผู้นี้ระบุว่า การเจรจาที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะขบวนการอื่นไม่ยอมเข้าร่วมเจรจาด้วย ทำให้ไม่มีความคืบหน้า อย่างไรก็ตามการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เป็นไปได้ที่คนในระดับขบวนการเองต่างแย่งชิงการนำ และส่งสัญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับการเจรจาอยู่ในขณะนี้ด้วย

ที่มา..สำนักข่าวอะลามี่

วงในเผย “แกนนำพูโล” เตรียมตั้งศูนย์อาสาแก้ปัญหาชายแดนใต้

ยะลา – แหล่งข่าววงในเผยแกนนำสมาชิกขบวนการพูโลภาคพื้นยุโรป เตรียมรวมตัว จัดตั้งกลุ่มอาสาแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีแผนเข้าพบรัฐบาลมาเลเซียเพื่อหารือเรื่องการปรับลดค่าธรรมเนียมอนุญาตทำงานในมาเลเซีย พร้อมหนุนปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ชายแดนใต้

วันนี้ (23 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ยะลา ว่า หน่วยข่าวพลเรือนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า แกนนำสมาชิกขบวนการพูโลยุโรป พร้อมพวก เดินทางกลับจากต่างประเทศมายังจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเปิดศูนย์ประชาชน อาสาพัฒนา แก้ไขปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในพื้นที่จังหวัดยะลา อย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการพบปะบรรดาผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา บุคคลสำคัญในวงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ และใช้เป็นสำนักงานของคณะทำงาน ซึ่งกำหนดจะตั้งสำนักงานในเร็วๆ นี้

โดยหลังจากเปิดสำนักงานแล้ว คณะทำงานจะเริ่มทำงานทันที โดยเรื่องแรก คือ การไปร่วมประชุมการขอปรับลดค่าธรรมเนียมในอนุญาตการทำงานในประเทศมาเลเซีย โดยมีกำหนดการเข้าพบ ดาโต๊ะ อัชมี ฮามิด บิดิน เลขานุการรัฐมนตรีมหาดไทยมาเลเซีย และขอทราบผลการเจรจาเสร็จสิ้นภายในเดือน ธ.ค. นี้ นอกจากนี้ ยังมีโครงการพบปะกับผู้แทน รมต.เกษตร มาเลเซีย เกี่ยวกับโครงการปลูกปาร์มน้ำมันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนในพื้นที่มีกำหนดการเข้าพบท่านจุฬาราชมนตรี เพื่อขอคำปรึกษาหารือ การก่อตั้งชมรมนักวิชาการอิสลามอูลาม่า โดยมีเป้าหมายมุ่งหวังที่จะใช้ ชมรมเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้

แหล่งข่าวคนเดียวกัน ยังเปิดเผยอีกว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมแกนนำสมาชิกขบวนการกลับมารายงานตัว ตอบแทนคุณแผ่นดิน ซึ่งจากการประสานงานกับแกนนำต่างๆ ประกอบด้วย ขบวนการพูโล บีอาร์เอ็น บีเอ็นพีพี มีการแจ้งความประสงจะกลับมาร่วมโครงการนี้ ประกอบด้วย ดร.ฟาเดร์ เจะมาน หะยีแม ซอเราะ อยู่ที่ประเทศสวีเดน พูโล นายฮาซัน ตอยิบ พูโล อยู่ที่ มาเลเซีย ซึ่งรับว่าเป็นผู้ที่ให้การดูแลเรื่องที่พักให้กับ นายมะแซ อุเซ็ง และนายสะแปอิง บาซอ โดยมีแผนจะรวมตัวแกนนำกลับมารายงานตัว เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นกรณีพิเศษ เนื่องในวโรกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554

ด้าน พล.ต.อัคร ทิพโรจน์ รอง ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า หลักฐานทางการข่าว แจ้งว่า ขบวนการเกิดความแตกแยกภายใน ระดับแกนนำบางคนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง ที่ก่อเหตุกับกลุ่มผู้บริสุทธิ์ พัวพันกับกลุ่มค้ายาเสพติด กระทำการอุจอาจฆ่ากันในมัสยิด ลอบวางระเบิดในเดือนถือศีลอด ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบกลายเป็นมุสลิมด้วยกันเป็นต้น เป็นไปได้ที่บรรดาแกนนำเหล่านี้ จะหาวิธีการอื่นที่อยากให้ความเป็นธรรมกับสังคม แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริง โดยใช้สันติวิธี การรวมตัวได้จะเป็นทางออกที่ดีให้กับประชาชน

และในขณะเดียวกัน จะทำให้ขบวนการที่ใช้ความรุนแรงจะหมดโอกาสไปในที่สุดด้วย ทั้งนี้ ขบวนการต้องมาพิจารณาตัวเองว่า การที่ได้ฆ่าคนเป็นจำนวนมากนั้นได้อะไร ยิ่งทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธาลงเรื่อยๆ คนส่วนใหญ่ต้องการความเป็นอิสระในการทำมาหากิน การศึกษาหาความรู้ ดังนั้นในสภาพการณ์เริ่มจะทำให้คนดีเกิดความแข็งแรงมากขึ้น

ดังนั้น โอกาสที่คนไม่ดีจะมาแอบอยู่หลังคนดีนั้นจะไม่มีที่ยืน ในที่สุดจะกลายพันธุ์ออกมาต่อสู้ในทางสันติมากขึ้น ซึ่งตรงกับนโยบายที่ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 มั่นใจว่าหากสามารถมาคุยกันได้ด้วยความจริงใจต่อกัน ก็จะสามารถอยู่ร่วมกันได้

รอง ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ากล่าวอีกว่า ถือว่าเป็นข่าวดีหรือมิติใหม่ของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประชาชนต้องการความเป็นธรรมด้วยการใช้การเมือง หรือใช้ความสันติวิธี ที่ไม่ทำให้คนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งปัจจุบันประตูช่องทางที่จะร้องทุกข์ นั้นมีอยู่มากมาย อาทิ ศอ.บต.เป็นต้น
ที่มา..http://www.manager.co.th
…………………………………………………………………………………

คำกล่าวของ. PULO
26/09/2011
รัฐไทยยังไม่เลิกการอ้างอิงและกล่าวหาที่ไร้เหตุผล

การที่รัฐไทยนำโดยรัฐบาลยิ่งลักษณ์กำลังจะบอกกับชนชาวมลายูปาตานีว่า เขตยึดครองส่วนนี้ยังต้องอยู่ในกำมือของทหารอีกต่อไป(เหมือนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์และรัฐบาลชุดก่อนๆ)จึงต้องสยบจำยอมโดยการเปลี่ยนชื่อ ศอ.บต. เป็น ศบ.กช. โฆษณาชวนเชื่อป้ายสีฝ่ายขบวนการฯว่ามีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและมีความแตกแยกภายในนั้น เข้าทำนองที่ว่าต้องว่าเขาเพราะอิเหนากำลังเป็นเอง!

ล่าสุด พล.ตรี อัคร (ทิพรส) รอง ผอ. รมน.ภาค 4ได้เปิดเผยในหน้านสพ.รายวันออนไลน์23 กันยายน 2554ฉบับหนึ่งเสมือนว่าได้ล่วงรู้ล้วงตับตักข้อมูลจากแกนนำคนสำคัญของขบวนการฯว่าจะมีการร่วมมือพัฒนาชาติจักรวรรดิ์นิยมไทยนั้น แท้จริงแล้วน่าจะเป็นเรื่องตลกที่มีต้นตอมาจากคำอ้างอิงจากแฟ้มข้อมุลผิดๆเก่าๆ เพื่อสร้างสถานการณ์ในยามที่ ศอ.บต.กำลังจะกลายพันธุ์ หรือไม่ก็อาจจะได้รับคำให้การจากปากตำแยเพื่อหวังผลตอบแทนซึ่งเป็นบุคคลเดียวกันที่เคยสบโอกาสเข้าพบเลขาฯศอ.บต.ที่ได้อ้างว่าเป็นถึงหัวหน้ากองกำลังติดอาวุธของพูโล ทั้งๆที่เขาเองนั้นไม่เป็นที่ยอมรับแม้แต่ตามร้านกาแฟ ในการนี้ ถ้าหากว่ารัฐไทยยังขีนพยายามหาแนวทางนอกกรอบเพื่อตบตาชาวบ้านและยังรับคนไม่ดีที่มักมาแอบอ้างอยู่หลังคนดีๆทั่วๆไปที่ทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างจริงจังและสุจริต แสดงว่ารัฐไทยเองก็มีเจตนาที่จะเบี่ยงเบนทิศทางที่จะนำไปสู่ทางออกที่ทุกฝ่ายคาดหวัง ยอมรับ เป็นธรรมและยั่งยืน

ขึ้นชิ่อว่าเป็นขบวนการฯหรือแนวร่วมฯที่อาสาเสียสละเพื่อปกป้องสิทธิและชาติพันธุ์ชนชาวมลายู-มุสลิมปาตานี ย่อมตระหนักอยู่เสมอว่าจะไม่กระทำการใดๆในภาครวมโดยพลการหรือในสิ่งที่ไม่อาจนำไปสู่การยอมรับและบรรลุข้อตกลงร่วมกันของทุกฝ่ายในที่สุดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการรักษาผลประโยชน์ของชนชาวมลายูปาตานี ฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่มีการนำเสนอเรื่องราวที่ไม่ได้ผ่านการยอมรับของทุกภาคส่วนแล้ว แน่นอนที่สุดเรื่องดังกล่าวย่อมเป็นเพียงแค่เพื่อผลประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือส่วนตัวเท่านั้นเอง

พล.ตรี อัคร ยังได้สาธยายตามคำบอกเล่าของคน-ช่างจำนรรจา-รายนั้นอีกด้วยว่าฝ่ายแกนนำของขบวนการฯเกิดความแตกแยกนั้น ไม่น่าเชื่อเลยว่าระดับนายพลอย่างท่านที่ช่ำชองเรี่องระเบียบการ ยังปักใจเชื่อคนไร้อุดมการณ์เช่นนั้นได้อย่างไร? ทั้งๆทุกองค์กรย่อมธรรมดาที่จะมีความคิดเห็นต่างแต่ก็เพื่อสร้างสรรค์ในนามพลังมวลชน ปรากฏการณ์อันทรงพลังที่ไม่มีใครจะสามารถหยุดยั้งหรือทำลายลงได้ แล้วก็เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกันที่จะเกิดปรากฏการณ์พลังแฝงแห่งความชั่วเข้ามาทันทีได้ พลังอันหลังนี้หรือคือมิตรสหายของพล.ตรี อัคร? ขนาดรัฐไทยเองก็มีการตั้งคณะกรรมการปรองดอง คอป. ฯลฯ เหล่านี้คือสิ่งบ่งบอกถึงความแตกแยกที่หนักหน่วงในทุกระดับในสังคมรัฐไทยมิใช่หรือ? แล้วเหตุไฉน เมื่อสิ้นคิดแล้ว ยังต้องเมีความพยายามที่จะเกี่ยวโยงขบวนการฯกับการค้ายาเสพติดเพื่อทำลายภาพลักษณ์กันอีกด้วย ไร้สาระ!

อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ปฎิเสธว่ามีกลุ่มมิชฉาชีพในบรรดามลายูมุสลิมจำหน่ายยาเสพติดอยู่ด้วย ถึงกระนั้นก็เกิดจากการชักนำของเจ้าหน้าที่รัฐไทยในพื้นที่บางคนเพื่อทำธุระกิจนอกระบบร่วมกัน มิฉะนั้นแล้วจะผ่านด่านตรวจแต่ละจุดที่ห่างกันแค่ไม่กี่กิโลเมตรได้อย่างไร? บ้างก็ปลูกฝังพฤติกรรมข่มขู่ ข่มเหงที่เป็นบ่อเกิดแห่งความรุนแรงทวีขึ้นเรื่อยๆ แล้วปาตานี นครแห่งสันติ จะสงบสุขลงได้อย่างไร?

เพราะฉะนั้น เราใคร่อยากให้ท่านผู้มีเกียรติที่รักสันติทั้งหลาย จงใช้วิจารณญาณในการบริโภคสื่อของจักรวรรดิ์นิยมไทยมา ณ ที่นี้ด้วย

PULO Info

พูโลแฉปชป.กวาดเรียบชายแดนใต้ทุ่มหัวพันห้า รักษาขุมทรัพย์ศอ.บต.ทำแท้งนครรัฐปัตตานี


กระบอกเสียงของPULOกล่าวหาว่า อดีตรัฐบาลพรรคแมงสาบใช้ศอ.บต.หว่านซื้อมวลชนสารพัด แถมยังกวาดซื้อเสียงหัวละหนึ่งพันห้าร้อยบาท บางพื้นที่ถึงกับจี้บังคับว่าต้องได้คะแนนเท่านั้นเท่านี้ เพื่อเอาชนะอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ศอ.บต.ต้องโดนยุบ และสกัดกั้นนโยบายจัดตั้งนครรัฐปัตตานีของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย 27 สิงหาคม 2554

ขาประจำชายแดนใต้ ครับ.. วันนี้ขอนำบทความใน http://puloinfo.net/ กระบอกเสียงของกลุ่ม ที่อ้างว่าเป็นกลุ่มขบวนการปลดปล่อยสหรัฐปาตานี-Patani United Liberation Organization(PULO-พูโล) ในการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความรุนแรงรายวันชายแดนใต้

แต่หน่วยงานของรัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กลับไม่ให้ความสนใจซักเท่าไหร่

แต่ผมกลับมองว่า นี่คือ “สงครามไซเบอร์” ของฝ่ายตรงข้าม ที่ก้าวล้ำไปกว่าหน่วยงานภาครัฐ จะจริงเท็จอย่างไร ขบวนการนี้มีจริงหรือไม่ นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

แต่ที่สำคัญมากๆก็คือ เว็ป puloinfo ดังกล่าว มันได้เพาะเชื้อ “นักรบไซเบอร์” ให้เกิดขึ้นอย่างมากมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

ประเด็นนี้แหล่ะครับ ที่ทำให้ หน่วยงานของรัฐจับทางในการแก้ไขปัญหาไฟใต้ผิดพลาดมาโดยตลอด (หรือแกล้งโง่ก็ไม่รู้)

เว็ปดังกล่าว ได้ลงบทความติดต่อกัน 2 บทความในเดือน สิงหาคม เหมือนกับเป็นการต้อนรับ รัฐบาลชุดใหม่ และไว้อาลัย รัฐบาลชุดเก่า

แต่เท่าที่สังเกตผู้เขียนบทความที่สองเรื่อง สารัตถะแห่งนิยาม “เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา” ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นคนไทยแบบเต็มร้อย เพราะปรากฏเห็นการใช้เลขไทย ที่ปัจจุบันหาดูและชมได้ยากมาก

รวมถึงการ “อู้คำเมือง” ตบท้าย ก็ขอฝากชมผู้เขียนบทความดังกล่าว ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นกลุ่มขบวนการ หรือกลุ่มอะไรก็ตามก็อุตส่าห์เขียนไทยได้ขนาดนี้ บทความที่นำมาให้อ่านนี้ ไม่ใช่ว่าจะให้เห็นดีเห็นงามไปด้วยนะครับ เข้าตำรารู้เขารู้เรารบร้อยครั้งบ่มิพ่าย ลองไปทัศนากันดู

ไปดู บทความแรก เรื่อง ถอดระหัสแผนรุกของรัฐไทยที่มีต่อชาวมลายูปาตานีหลังเลือกตั้ง 3 กรกฏา (สะกดตามต้นฉบับของเวบพูโลครับ) ลงเผยแพร่เมื่อ 16 สิงหาคม ความว่า…

ด้วยภาวะขาดจริยธรรม ไร้ความชอบธรรม ธรรมเนียมความไม่รับผิดชอบ หมิ่นศักดิ์ศรีหรือวาทะที่ส่อแสดงถึงความไม่รู้เรื่องของผู้นำรัฐไทยต่อสถานะภาพของชนชาวมลายูมุสลิมปาตานียังปรากฏไม่เว้นแต่ละวัน บ่งบอกถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพี้นฐาน การกดขี่ข่มเหง รวมทั้งการลอบสังหารชนชาวมลายูปาตานีโดยรัฐไทยยังคงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง นโยบายปรองดองหลังเลือกตั้งที่รัฐไทยได้ตั้งไว้จึงไร้ความหมายสำหรับชนชาวมลายูปาตานี

หากย้อนกลับไปก่อนประกาศวันเลือกตั้งเพียงหนึ่งวันคือวันที่ 3 พ.ค. 2554 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงในรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ประณามผู้ก่อเหตุว่าทารุณโหดร้ายไร้มนุษยธรรมที่ใช้อาวุธสงครามกราดยิงยิงร้านน้ำชาบริเวณบ้านกาโสด บันนังสตา จ.ยะลาที่มีผู้บาดเจ็บ 16 ราย และเสียชีวิต จำนวน 4 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก คนชราและผู้หญิง

แต่ในเมื่อครั้งนี้ชาวบ้านมีพยานหลักฐานที่สามารถสาวตัวถึงอาชญากร ที่แท้ได้ สามวันต่อมานายสุเทพ (พร้อมด้วยนายภานุ อุทัยรัตน์ เลขาฯศอ.บต.) จำต้องฝืนใจเปิดเผยว่านายธีรพล ปานดำ คนไทยพุทธในพื้นที่มามอบตัวและรับสารภาพแล้ว (ว่าเป็นผู้กระทำผิด)

เช่นเดียวกับกรณีนายสุทธิรักษ์ คงสุวรรณ (คนไทยพุทธในพื้นที่และพรรคพวก) กราดยิงชาวบ้านไอร์ปาแยที่กำลังทำการละหมาดที่มัสยิดอัลฟุรกอน เจาะไอร้อง นราธิวาส (8มิ.ย.52)นั้น (อดีต) ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดาปัดความรับผิดชอบทันทีทันใด (เหมือนๆกับการโยนความผิดไปมั่วที่ไร้ความรับผิดชอบของนายสุเทพที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น) ว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ต้องการให้เกิดการแตกแยกระหว่างศาสนา ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นข้ออ้างลอยๆไร้เหตุผลและพลิกแพลง

ก่อนที่นายสุทธิรักษ์จะปรากฏตัวที่กรุงเทพฯ(14ม.ค.53) พล.อ. อนุพงศ์เปิดเผยเมื่อวัน 28 ธ.ค.2552 ว่าเขา(นายสุทธิรักษ์)ได้หลบหนีออกนอกพื้นที่แล้ว ซึ่งที่แท้จริงก็คือ หลังก่อคดีเขาได้ไปฝากเนื้อฝากตัวภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้ารัฐไทย ชาติพันธุ์เดียวกันที่ศูนย์กลางที่กรุงเทพฯนั่นเอง ทั้งสองกรณีอาชญากรรมที่ยกมานี้มาจากหลายร้อยคดีร้ายแรง (ที่ไม่สามารถชี้แจงทุกกรณีในเนื้อที่อันจำกัดนี้ได้) และผู้ก่อคดีทั้งสองคนคืออดีตอาสาสมัครทหารพรานเอง (ตามที่อ้างโดยรัฐไทย) ที่ปลดประจำการแล้ว

แสดงว่ารัฐไทยใช้ข้ออ้างนี้เพื่อจงใจหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหา ทั้งๆที่มีส่วนรู้เห็นด้วยไม่ทางตรงก็ทางอ้อมและไม่ว่าจะปลดประจำการแล้วหรือไม่ ทางรัฐไทยมีแต่เพิกเฉยต่อการกระทำของไทยพุทธที่ร้ายกาจไม่ว่าคดีนี้และคดีอื่นๆ ก็เท่ากับว่าคนไทยพุทธที่มาตั้งถิ่นฐานแถวนี้ย่อมมีเอกสิทธิ์และได้รับการคุ้มครองอย่างดีเยี่ยมจากเจ้าหน้าที่รัฐไทยเอง มิฉะนั้นคงไม่กล้าบังอาจที่จะก่อเหตุการณ์วิสามัญกรรมเสียเอง และใช้กำลังเกินขอบเขต ซึ่งแท้จริงแล้วกฏหมายไทยมีการประกาศใช้เพื่อกดขี่ข่มเหงชนชาวมลายูและใบเบิกทางสำหรับเจ้าหน้ารัฐไทยใช้อำนาจเต็มอัตราอาศัยอำนาจสิทธิพิเศษพ.ร.บ.ฉุกเฉินตามอำเภอใจ

ในเมื่อการกระทำของรัฐไทยที่ผ่านๆมาที่ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องให้ความจริง ไม่โปร่งใส หรือปิดบังซ่อนเร้นการกระทำของตัวเอง การปกครองของรัฐไทย ณ ดินแดนแห่งอดีตรัฐมลายูปาตานีจึงเป็นระบอบการปกครองโดยอำเภอใจ (arbitrary rule) ไร้ชอบธรรมไปโดยปริยาย และเมื่อเหตุการณ์อาชญากรรมร้ายแรงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แท้จริงแล้วรัฐไทยเองคือผู้ทำลายความเชื่อมั่น ความเชื่อถือศรัทธาของชนชาวมลายูปาตานีซึ่งก็คือรัฐไทยก็ทำลายความชอบธรรมของตนเองลงเสียเอง ทำให้ความยิ่งใหญ่ของสถาบันรัฐไทยตามที่ได้โฆษณาให้ชวนเชื่อไว้นั้น ธาตุแท้ก็คือเต็มไปด้วยความอ่อนแอนั่นเอง

ความสงบสุขก็เสื่อมสลายตามไปด้วยเพราะมัวแต่ใช้ “อำนาจที่ผิดพลาด” แล้วยังหวังที่จะเข้ามาแทนที่ “การยอมรับ” อีกเช่นนั้นหรือ? ตรงกันข้าม ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังเกิดขึ้นไม่ว่าในส่วนกลางหรือความรุนแรงในเขต”ปาตานีรายา”ที่ยิ่งทวีขึ้นไปเรื่อย ๆ

เหล่านี้คือผลลัพท์ที่รัฐไทยไม่พร้อมที่จะเข้าใจ ในเมื่อตั้งสติไม่ได้ จึงต้องมีการใช้กำลังทหารเข้าบังคับ และในที่สุดก็จะบังคับไม่ได้เช่นกัน อย่างเช่นเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐไทยเองไปก่อคดีอาญาร้ายแรงก็เหมือนที่ทำประเด็นข้างต้นที่ว่าทหารพรานปลดประจำการไปแล้วบ้างหรืออะไรบ้างต่างๆนานา

หารู้ไม่ว่า ชาวบ้านธรรมดาๆก็สามารถเจาะลึกถึงกระบวนการทุจริตและคอรัปชั่นของเจ้าที่รัฐไทยในพื้นที่ได้เช่นกัน แบบฟอร์มต่างๆรวมทั้งหมายจับที่เพรียบพร้อมด้วยข้อหายาวเหยียดเสร็จสรรพ มีพร้อม แค่กรอบชื่อทหารพรานหรือชื่อชาวบ้านคนไหนด้วยข้อหาหนักหรือเบา แล้วแต่ใจชอบ

ขนาดแม่บทกฏหมายที่ยกร่างกันเองก็ยังทำลายกันได้ในชั่วพริบตา ประสาอะไรกับแค่กฏระเบียบเบี้ยล่าง จะถือปฎิบัติหรือทำเพิกเฉย จะไปกวาดต้อน เหวี่ยงแห่ชาวบ้านจำนวนเท่าใดก็ย่อมทำได้ ยิ่งมากยิ่งดีเงินทองจะได้สะพัดเข้ากระเป๋าหนายิ่งขึ้นเท่านั้น จะได้คุ้มกับการที่ได้เสียเงินใต้โต็ะเพื่อจะได้มาซึ่งโอกาสรับตำแหน่งไปโกยทรัพย์สมบัติ ณ ที่ที่มีขนานนามว่า”จังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อร่วมขบวนรับส่วยส่วนแบ่งปั่นผลจากงบประมาณมหาศาลที่ส่วนกลางจัดให้และจากธุรกิจนอกระบบในท้องที่

รวมแล้วเสมือนธุรกิจSMEของฝ่ายมั่นคงของรัฐไทยที่นำมาซึ่งความมั่งคั่งในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐไทยและนี่คือสาเหตุที่บั่นทอนความชอบธรรมของรัฐไทยที่แท้จริงด้วยน้ำมือนักปกครองที่ฉ้อราษฏร์บังหลวงและไม่เชิงนิติรัฐแม้แต่น้อย

ในเมื่อรัฐไทยไม่สามารถรับผิดชอบหรือไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ตนไม่สามารถปฎิบัติตนเยี่ยง “นิติรัฐ” ก็ไม่เกิดความชอบธรรม ไม่ว่าจะอธิบายด้วยทฤษฎีอำนาจ “รัฐไทย” ใด ๆ ก็ตาม ความชอบธรรมก็จะยิ่งเสื่อมทรุดลงโดยไม่รู้ตัว ในทางปฎิบัติจึงมีแต่การบังคับขู่เข็น เกิดการละเมิดสิทธิ์ต่างๆนานา อย่างเช่นการเกิดการจลาจลในเรื่อนจำนราธิวาสถึงสองครั้งในระยะเวลาไม่ถึงสองเดือน

อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความไม่เอาไหนของรัฐไทยในทุกกๆด้าน ถึงจะเป็นนักโทษ แต่หาใช่ว่าสิทธิของความเป็นมนุษย์จะถูดริดรอนไปด้วย ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังรื้อค้นหาของสิ่งต้องห้ามหรือผิดกฏหมายแล้วทำคัมภีร์อัล-กุรอานหล่นกับพื้น แทนที่จะรีบๆเก็บตั้งที่เดิม กลับเหยียดหยามเขี่ยด้วยรองเท้า จึงเป็นชนวนการจลาจลเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2554 ที่ผ่านมา

ส่วนการจลาจลสองวันระลอกสองเมื่อวันที่ 11-12 ส.ค. 2554 นั้น น่าจะเป็นกลอุบายของฝ่ายเรือนจำเองมากกว่าเพื่อจะร้องเรียนไปยังรัฐบาลใหม่ทางอ้อมในการของบประมาณเพื่อย้ายไปสร้างเรือนจำที่แห่งใหม่ที่ได้คาราคาซังมาตั้งแต่ก่อนหน้ารัฐบาลอภิสิทธิ์ด้วยซ้ำ

แต่นักโทษต้องรับกรรมเป็นฝ่ายสูญเสียบาดเจ็บล้มตายแทน อีกอย่าง ถ้าเพียงแค่การตรวจตราตามปกติ ทำไมถึงขนาดต้องไปเกณท์รปภ.เรือนจำจากสงขลาด้วย และกับชุมชนสังคมเรือนจำขนาดเล็กแค่ประมาณ 1200 คน ก็ยังไม่สามารถจัดการได้ แถมปล่อยปละละเลยเกิดสาระพัดปัญหา แล้วรัฐไทยจะมีปัญญาที่ไหนที่จะสามารถประกันความสุข มีอิสระ มีสิทธิเสรีภาพชนชาวมลายูปาตานีทั้งมวลได้?

และในเมื่อชนชาวมลายูปาตานีลุกฮือต่อสู้ตอบโต้ทุกรูปแบบและทวีคูณที่นำสู่การสูญเสียแก่รัฐไทยไม่น้อย ใน
ขณะเดียวกัน กระบวนการศึกษาสถานการณ์ในภาคเอกชนเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาและหาข้อยุติแบบยั่งยืนและเป็นธรรมก็มีมากขึ้นและหลากหลาย ประชาพิจารณ์ในหลายๆเวทีทั้งในภาคเอกชน เอ็นจีโอ สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนพรรคการเมืองต่างๆทั้งในซีกรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตั้งแต่ต้นปี 2553 เมื่อพล อ.ชวลิตเสนอความคิดเขตปกครองพิเศษในนาม”นครปัตตานี”เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย ทางพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็พยายามพลักดัน พ.ร.บ.กฏหมายว่าด้วยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือศอ.บต.ให้ผ่านทั้งสองสภาของรัฐไทย

ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งนโยบาย”นครปัตตานี”และพ.ร.บ.ศอ.บต. ก็คือส่วนหนึ่งมาจากการประชาพิจารณ์และผลสะท้อนของคนบางกลุ่ม บวกกับแนวทางของรัฐบาล(อภิสิทธฺ์)ที่สรุปได้ว่าเป็นแนวทางที่พอจะสนองตอบความต้องการของคนท้องที่บางกลุ่มซึ่งก็เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเท่านั้นที่เป็นประโยชน์แก่รัฐไทยอย่างท้วมท้น

เพราะโดยรวมแล้วประชาธิปไตยแบบไทยๆมันสิ้นสุดอยู่ที่การขยายอำนาจรัฐไทยในอีกรูปแบบหนึ่งที่เสมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงจากทฤษฏีล้มเหลวที่รัฐไทยเคยปฎิบัติมาในอดีต มาเป็นโครงสร้างใหม่เพื่อสร้างปัญหาในอนาคตอันไกลต่อไป เพราะมิได้มาจากการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของชนส่วนใหญ่ของชนชาวมลายูปาตานีที่รัฐไทยเองยังไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการ ถึงสิทธิและชาติพันธุ์มลายู-อิสลาม และการไม่ให้มีพื้นที่สำหรับแตกต่างหลากหลายอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วยกันนี้

กอปรด้วยความรุนแรงที่รัฐไทยก่อสะสมปัญหาขึ้นเองจนทุกวันนี้นี้เอง ที่จะไม่มีแนวโน้มที่จะยุติได้ง่ายๆ

จึงไม่แปลกที่ผลการเลือกตั้ง 3 กรกฏาคมที่แล้ว ว่าทำไมพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับเลือกตั้งแม้แต่เก้าอี้เดียวในเขตปาตานีรายา “นครแห่งสันติ” ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์กลับประสบชัยชนะขาดลอยเพราะอยู่ในช่วงโอกาสที่ดีและเหมาะเจาะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่งถือกำเนิด พ.ร.บ. ศอ.บต.และได้ใช้ศอ.บต.เป็นฐานเสียงในระดับรากหญ้าอีกทอดหนึ่งในทางอ้อมที่มีกำนันและผู้ใหญ่บ้านตลอดจนองค์การบริหารส่วนตำบล/ท้องถิ่น ช่วยเป็นผู้ประสานงานไปยังหัวคะแนน

และการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์สามารถทุจริตซี้อคะแนนอย่างแนบเนียนในขณะปฎิบัติหน้าซึ่งเป็นการยากที่กรรมการการเลือกตั้งจะเอาผิดได้ เพราะในหลายกรณีก็มีการทุจริตทับซ้อนไปในรูปของโครงการพัฒนาตามนโยบายรัฐไทยที่กุมบังเหียนโดยนายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือผู้ว่าราชการใน 5 จังหวัด เป็นอีกแขนงหนึ่งของขบวนการฉ้อราษฏร์บังหลวงของรัฐไทยที่ผุดขึ้นมาใหม่เพิ่อผสมโรงกับฝ่ายความมั่นคงที่เป็นผู้รักษากฎหมาย ที่คอยแต่จ้องแทะเศษเนื้อ ที่กระจัดกระจายทั่วๆไปมานานนับปี

และเนื่องด้วยพรรคประชาธิปัตย์ชนะขาดลอยในเขตปาตานีรายา รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ได้ใช้เป็นข้ออ้างว่ากลุ่มชนที่ลงคะแนนด้วยเม็ดเงินที่หว่านซื้อโดยหัวคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่เอาด้วยกับนโยบายเขตปกครองพิเศษของพรรคเพื่อไทย และอีกนัยยะหนึ่งก็อาจจะเป็นข้ออ้างแก่พรรคเพื่อไทยก็เป็นได้ว่า ในเมื่อเขาไม่เลือกเราก็ไม่จำเป็นที่จะทำตามสัญญาตอนหาเสียงว่า จะประกาศเขตปกครองพิเศษในเขตปาตานีรายา และจะยุบศอ.บต.ด้วย

ทั้งนี้ ในสภาพการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ในขณะที่ชนชาวมลายูปาตานีไม่แยแสกับสัญญาประชาคมอันนี้ แต่ฝ่ายที่กลับร้อนเนื้อร้อนตัวแทนกลับเป็น ศอ.บต.ถึงขนาดประชุมเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2554 และตั้งกระทู้ถามความชัดเจนสถานะพวกเขาต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่า จะยุบอีกครั้งหรือไม่ หรือว่าที่อยากจะอยู่ทำภารกิจต่อเพราะยังไม่สะใจที่จะทำให้สังคมมลายูปาตานีรายาเละเทะบุสลายไปมากกว่านี้

ระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ยาเสพติดยิ่งชุกชุมทุกซอกทุกมุม ก็มีเจ้าน้าที่สายศอ.บต.หรือท้องถิ่นบางหน่วยนั่นเองที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการที่กลุ่มเครือข่าย อบต./ท้องถิ่นลับลอบค้ายาเสพติดเอง ขนาดในย่านตลาดเก่าในต้วเมืองยะลามีผู้ค้ารายย่อยอย่างน้อง 30 ราย (ประมาณการณ์ว่าซอยละ 1 หรือ 2 ราย) บางกลุ่มที่ทนดูไม่ได้กับสภาพสังคมที่เลวร้าย ถึงอยากให้มีการใช้นโยบายปราบปรามขั้นเด็ดขาดเหมือนสมัยรัฐบาลทักษิณ

อันนี้ยิ่งไปใหญ่ ยิ่งทำให้อำนาจวิสามัญกรรมแก่เจ้าหน้าที่รัฐไทยเกินไปกว่า พ.ร.บ.ฉุกเฉินเสียอีก ชนชาวมลายูปาตานีจะมิอาจอนุโลมรัฐไทยทำลายล้างอนุชนรุ่นนี้ด้วยประการทั้งปวงอีกต่อไป

การที่รัฐไทยประสบความผลสำเร็จในการทำให้สังคมมลายูปาตานียากจนลงและเยาวชนด้อยการศึกษาในอดีตเพื่อง่ายแก่การควบคุมดูแล แล้วนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ข้อที่ 13 ความว่า.
“เร่งนำสันติสุขกลับมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระดมทรัพยากรและปรับปรุง บูรณาการการบริหารจัดการทั้งปวงตามแนวพระราชดำริพระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ให้สอดคล้องกับความหลากหลายของศาสนาและอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ในการบังคับ ใช้กฎหมาย พร้อมอำนวยความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมทั่วถึง”
นั้นหรือคือยาขนานแท้ชนิดใหม่ที่จะนำมาปฎิบัติใช้หรือเพียงแค่เหล้าเก่าในขวดใหม่เพื่อซื้อเวลาซื้อใจเพื่อมอมเมาชนชาวมลายูปาตานีอีกต่อไป?

จริงหรือที่ว่าจะคืนความยุติธรรมให้ เสมือนว่าความอยุติธรรมของรัฐไทยในอดีตต่อชนชาวมลายูปาตานีซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำด้วยวีธีทางรุนแรงต่างๆนานามาตลอดตั้งแต่ก่อนรัฐบาลทักษิณจนถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เพิ่งวางมือลงนั้น ผิดพลาดมาตลอดและเพียงพอแล้ว (หรือยังไม่เพียงพออีกเพราะยังมีแผนการอื่นที่จะสานต่อ) และที่ว่าจะไม่แก้แค้นแต่จะแก้ไข(สิ่งผิดพลาดทั้งปวง)

นั้นหรือคือความพร้อมที่จริงใจและบริสุทธิ์ใจที่จะหันหน้าเข้าหากันในการแก้ป้ญหาแบบถาวร ยั่งยืนและเป็นธรรม

บทความที่สอง เรื่อง สารัตถะแห่งนิยาม “เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา” เผยแพร่เมื่อ 25 สิงหาคม

ถ้าหากว่ารัฐไทยและเจ้าหน้าที่รัฐใน”จังหวัดชายแดนภาคใต้”รู้จักกับนิยามของคำว่า “เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา”ในความหมายที่แคบๆด้วยความเข้าใจอย่างตื้นๆผิวเผิน แค่รู้ว่าที่นั่นพวกเขานับถือศาสนาอิสลาม พูดภาษามลายู แต่งกายแบบอิสลาม แล้วพยายามเข้าถึงด้วยการเยี่ยมเยียนแสดงไมตรีจิต และอัธยาศัยที่ดี ยื่นมือช่วยเหลือพัฒนาเขาไว้บ้างหากโอกาสอำนวย

แต่ด้วยความหยิ่งและทรนงหลังหลอกของรัฐไทยที่รู้ๆกันนั้น ไม่มีวันเข้าถึงพริกถึงขิงแน่นอน

ประการแรกอันเนื่องมาจากรัฐไทยถูกครอบงำด้วยชาตินิยมจอมปลอมและสุดโต่ง ยึดมั่นอยู่กับแต่ความคิดเห็นของตัวเอง ไม่ยอมเคารพในวัฒนธรรมของผู้อื่น ไม่ใช่แค่ความคิดแบบนี้เท่านั้นที่ยังไม่หมดไป

หากแต่รัฐไทยก็ยังคาดหวังการยอมรับจากชนชาวมลายูปาตานีเสียด้วยซ้ำ ปาตานีดารุสซาลามที่ยังอยู่ในความปกครองของรัฐไทย ที่จริงๆแล้วหมดความชอบธรรมมาเนิ่นนานแล้วนั้น กลายเป็นแค่สถานที่กำจัดขยะของรัฐไทยเสมอมา ณ จุดนี้ รัฐไทยน่าจะเข้าใจแล้วว่าข้อนี้ชนชาวมลายูปาตานียังตระหนักดีอยู่เสมอ

ชนชาวมลายูปาตานีที่กำลังดิ้นรนต่อสู้เพื่อหลุดพ้นจากอุ้งมือของทรราชรัฐไทยในขณะนี้ อยู่ในภาวะการณ์ที่คล้ายๆกับรัฐไทยครั้นในนาม “สยามเทศ”ที่ต้องต่อสู้ปลดแอกจากการอยู่ภายใต้การปกครองของเขมร(ก่อนก่อตั้งนครรัฐสุโขทัย)

การต่อสู้กอบกู้เอกราชจากพม่าถึง ๒ ครั้ง และขบวนการใต้ดิน”เสรีไทย”ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ คือเหล่าชิ้นส่วนทางประวัติศาสตร์ที่รัฐไทย(ใหม่)ภูมิใจตนเอง

แต่กับชนชาวมลายูปาตานีกลับปฎิบัติตนเยี่ยงเจ้าอาณานิคมตราบเท่าทุกวันนี้ โดยมีศูนย์บัญชาการอาณานิคมที่ยะลาที่รู้จักกันในนาม “ศอ.บต.”

นับตั้งแต่ผนวกดินแดนปาตานีเมื่อปี ๑๙๐๒ รัฐไทยมิได้แค่อ้างเรื่องสิทธิ อำนาจอธิปไตยที่มิชอบเพียงอย่างเดียว หากแต่ได้อ้างถึงดินแดนยึดครองแถบนี้คุ้มครองโดยพระสยามเทวาธิราชอีกด้วย

ซึ่งท้าทายความเชื่อถือทางศาสนาอิสลามของชนชาวปาตานีอย่างชัดเจน และความเชื่อผิดๆนี้เองที่ผสมผสานกับการหลงไหลในชาตินิยมสุดโต่งที่เป็นเสมือนธรรมเนียมถือปฎิบัติบรรดาข้าราชการที่อนุโลมกระทำตนเป็นขุนศึกขุนนางและศักดินา ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ขมเหงรังแกและดูถูกเหยียดหยามชนชาวมลายูปาตานีและการแสวงหายศฐานะและผลประโยชน์กันเองอีกทางหนึ่ง

จะเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจที่ก้าวสู่ตำแหน่งหน้าที่แบบก้าวกระโดดต่างก็ยึดหากินบนเลือดเนื้อและชีวิตของชนชาวมลายูปาตานีเป็นเดิมพัน

ล่าสุดอดีตวีระบุรุษของรัฐไทยอย่าง”จ่าเพียร”ก็เคยป่าวประกาศอย่างภาคภูมิใจที่ได้เข่นฆ่าเยาวชนปาตานีถึง ๒๓ คนก่อนที่เขาเองจะถึงจุดจบ

ความเป็นนิติรัฐจึงไม่เกิดขึ้นกับชนชาวปาตานี แต่กับชนชาติพันธุ์เดียวกัน ถึงจะมีคดีติดตัวฐานกบฏหรือผู้ก่อการร้ายก็มีอภิสิทธุ์ได้ดิบได้ดีถึงฝ่ายนิติบัญญัติ และในเมื่อได้มาเจอกับปัญหาปาตานีก็ต่อเมื่ออยู่ในตำแหน่งต่างๆทั้งข้าราชการประจำ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการ โดยไม่เคยสัมผัสกับความรับผิดชอบผ่านกระบวนการเรียนรู้อย่างเสมอภาคและให้เกียรติ

ไม่ว่าจะมาจากอบรมสั่งสอนจากสถาบันรัฐเอง หรือสังคมตั้งอยู่บนฐานความจริง ชนชาวมลายูปาตานีจึงได้เจอกับนักปกครองที่แปลกหน้าไม่สิ้นสุด

แต่วันนี้ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะประกาศนโยบายต่อรัฐสภารัฐไทย ชนชาวมลายูปาตานีจะสามารถวัดปรอทความเข้าใจของรัฐบาลชุดนี้ว่า ในสายตาพวกเขา ชนชาวมลายูปาตานีอยู่ในสถานะอะไร หรือว่า จะเหมือนกับรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่ดำเนินการตามแผนซ้อนแผนของรัฐไทยที่กวาดซื้อเสียงละหนึ่งพันห้าร้อยบาท บางพื้นที่ถึงกับจี้บังคับว่าต้องได้คะแนนเท่านั้นเท่านี้เพื่อที่จะสกัดกั้นนโยบายของพรรคเลือกตั้งฝ่ายตรงข้ามที่จะประกาศเขตปกครองพิเศษ หรือว่า จะเหมือนรัฐบาลทักษิณ ที่มีทั้งละเมิดสิทธิ์และเคยประกาศที่จะพัฒนาปาตานีดารุสซาลามด้วยงบแสนล้านหลังประชุมคณะรัฐบาลเคลื่อนที่ที่นราธิวาส ผลสุดท้ายก็แค่สร้างเศรษฐีเงินล้านแก่บริวาร

หรือความเข้าใจแบบ พล.ท.อุดมชัย แม่ทัพภาค 4 ที่อ้างว่า ชนชาวมลายูปาตานีที่ต่อต้านรัฐไทยตอนนี้มีแค่ระหว่าง ๗๐๐๐-๑๐๐๐๐ คน โดยหารู้ไม่ว่าจำนวนนี้คือหน่วยปฎิบัติการที่น่าจะเพียงพอที่จะพิทักษ์คุ้มครองชนชาวปาตานี ๒-๓ ล้านคน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าทหารเกณท์รัฐไทยที่มีแค่ไม่ถึง ๒ แสนต่อประชากร ๖๓ ล้านกว่า

ปัญญารัฐไทยมีเพียงเท่านี้หรือ ที่จะเทียบกับปัญญาชนปาตานีที่รอบรู้อย่างน้อย ๔ ภาษา เพราะฉะนั้นท่านพิจารณาตนเองก็แล้วกันว่าใครน่าจะได้รับการพัฒนาก่อน

แล้วท่านจะเข้าถึงชุมชนมลายูได้อย่างไรในเมื่อท่านรู้แต่ภาษาเงิน บ่ฮู้ภาษาใจ แม้แต่น้อย
******
ครับแม้ว่าข้อความจากบทความข้างต้นของเวบไซต์พูโลจะเป็นข้อความทำนองpropaganda หรือโฆษณาชวนเชื่อ แต่ก็มี”มูล”ที่รัฐบาลชุดใหม่น่าจะลองไปศึกษาดูน่ะครับ เพราะมีข้อคิดอะไรบางอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์………

โดยเฉพาะที่ว่าพรรคแมงสาบวางยาไว้เพียบ ใช้ทั้งซื้อเสียงทั้งซื้อมวลชนข่มขู่สารพัด เพื่อยึดเสียงไว้ให้ได้หมด จะได้ทำแท้งนโยบายนครรัฐปัตตานี

ที่พูโลแฉมานี่น่ารับฟัง

ที่มา http://thaienews.blogspot.com

โจรยิงถล่มร้านน้ำชาผู้บริสุทธิ์เจ็บ5ราย

ซิ่งจยย.บุกถล่มกลางวันแสกๆ โจรใต้เหิมเกริมหนักยิงถล่มร้านน้ำชาผู้บริสุทธิ์-เด็กเจ็บไป 5 รายเผยสุดเหี้ยมกระหน่ำยิงอย่างใจเย็นทีละคน ก่อนจะหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 6 ก.ย. ร.ต.ท.อัสรัน มามุ ร้อยเวร สภ.เมือง จ.นราธิวาส รับแจ้งมีเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนบุกยิงชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ที่ร้านน้ำชา เลขที่ 35/1 หมู่ 3 ต.บางปอ อ.เมือง รีบไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.สมบัติ หวังดี รอง ผบก.ภ.จ.นราธิวาส พ.ต.ท.สมชาย พนมอุปการ รอง ผกก.สส.สภ.เมือง พ.ต.ท.กระจ่าง รักษ์ณรงค์ หน.กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส ร.ต.ต.แชน วรงคไพสิฐ หน.ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด นปพ.จ.นราธิวาส รวมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารจำนวนหนึ่ง
ที่เกิดเหตุพบกองเลือดจำนวนหนึ่งตกอยู่ที่พื้นภายในร้าน มีปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 ม.ม.ตกอยู่ภายในร้านและบนถนน 14 ปลอก เจ้าหน้าที่เก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 5 ราย ซึ่งถูกกระสุนปืนของคนร้ายที่บริเวณลำตัว แขนและขา พลเมืองดีได้นำตัวส่งรักษาโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ไปก่อนหน้าแล้ว ทราบชื่อ คือ 1. นายอารง มูยา อายุ 45 ปี ชรบ.โคกสุมุ ม.3 ต.บางปอ 2. นายเจ๊ะโซ๊ะ เจ๊ะนุ อายุ 48 ปี 3.นายหมัดยูโซ๊ะ สะมะแอ 4.นายนุเซ็ง มะเม็ง และ 5. ด.ช.ไซฟูล มามะ อายุ 9 ขวบ
จากการสอบสวนนายดอรอแม บูโกะ อายุ 56 ปี เจ้าของร้านน้ำชา ทราบว่า ระหว่างที่ผู้บาดเจ็บและชาวบ้าน 8 คน กำลังนั่งดื่มน้ำชาและคุยกันอยู่ที่โต๊ะภายในร้าน และที่หน้าร้านอยู่นั้น จู่ๆมีคนร้าย 2 คน ขี่ จยย.แบบผู้หญิงไม่ทราบยี่ห้อ-สี และหมายเลขทะเบียน มาจอดที่หน้าร้าน ก่อนคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายลงจากรถเดินเข้าไปใช้อาวุธปืนยิงใส่ชาวบ้านและเด็กทีละคนจนฟุบลงคาเก้าอี้ ส่วนชาวบ้านที่เหลือต่างพากันวิ่งหลบหนีออกจากร้าน หลังก่อเหตุเสร็จคนร้ายได้วิ่งไปซ้อนท้าย จยย.ที่เพื่อนจอดติดเครื่องหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นฝีมือการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดี เพื่อสร้างสถานการณ์ร้ายรายวัน.

สลดภริยาพยานคดีปล้นปืนใต้ถูกยิงดับ

เหตุร้ายรับฮารีรายอ มือปืนประกบยิง ‘เจ๊ะรอฮานี ยูโซ๊ะ’ ภริยาของ ‘อับดุลเลาะห์ อาบูคารี’ พยานปากเอก คดีบิ๊กตำรวจซ้อมผู้ต้องหาคดีปล้นปืนที่หายตัวลึกลับ เสียชีวิตหลังกลับจากตลาดดุซงญอ ทิ้งลูก 2 คนเป็นกำพร้า เหตุพ่อหายตัวปริศนา-แม่ถูกฆ่า สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงเทศกาลฮารีรายอ แม้จะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นเพียงประปราย แต่ก็มีเหตุร้ายที่สำคัญเหตุการณ์หนึ่ง คือกรณีคนร้ายจ่อยิงภรรยาของพยานคดีซ้อมผู้ต้องหาปล้นปืนที่หายตัวลึกลับ จนเธอเสียชีวิตในท้องที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

เมื่อเวลา 16.45 น.วันจันทร์ที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนพกขนาด 9 มม.ประกบยิง น.ส.เจ๊ะรอฮานี ยูโซ๊ะ อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46/5 บ้านบองอ หมู่ 4 ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เสียชีวิต เหตุเกิดขณะ น.ส.เจ๊ะรอฮานี กำลังขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นคลิก สีดำ ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน อยู่บนถนนสายบ้านเมาะซาวา-บ้านบองอ หมู่ 4 ต.บองอ กลับจากซื้อกับข้าวที่ตลาดนัดดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม.จำนวน 4 ปลอก เบื้องต้นตำรวจยังไม่สรุปสาเหตุการสังหาร

แหล่งข่าวซึ่งเป็นนักสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ เปิดเผยกับ “ทีมข่าวอิศรา” ว่า ได้สอบถามไปยังตำรวจ สภ.ระแงะ เกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีนี้ ได้รับคำตอบว่าไม่มีชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์รายใดยอมให้การเป็นพยาน น่าจะเพราะเกรงกลัวอิทธิพลของกลุ่มผู้ก่อเหตุ

เผยเป็นภรรยาพยานปากเอกดีเอสไอที่หายตัวลึกลับ

สำหรับ น.ส.เจ๊ะรอฮานี หรือ เจะรอฮานี จากการตรวจสอบประวัติทราบว่าเป็นภรรยาของ นายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี พยานปากสำคัญซึ่งอยู่ในความคุ้มครองของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่หายตัวไปอย่างลึกลับและเป็นปริศนาเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2552 และกระทั่งถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าทางคดี

การหายตัวไปอย่างแทบจะไร้ร่องรอยของนายอับดุลเลาะห์กลายเป็นที่สนใจของสังคม เพราะเขาคือพยานปากสำคัญในคดีซ้อมทรมานลูกความของ นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม เพื่อให้รับสารภาพว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปล้นอาวุธปืนจำนวน 413 กระบอกจากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2547

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2553 คดีที่นายอับดุลเลาะห์เป็นพยาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ได้มีมติไม่รับคำร้องหลังใช้เวลาพิจารณานานกว่า 5 ปี โดยชี้ว่า ข้อกล่าวหาตำรวจซ้อมทรมานผู้ต้องหาคดีปล้นปืนไม่มีมูล ทำให้กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีนายตำรวจระดับ “พลตำรวจเอก” และ “พลตำรวจโท” ชื่อดังและยังอยู่ในราชการรวมอยู่ด้วยทยอยฟ้องกลับผู้กล่าวหา และบางรายถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ฐานแจ้งความเท็จบ้างแล้ว

การสังหาร น.ส.เจ๊ะรอฮานี ทำให้ลูกสาวและลูกชายวัยไม่ถึงสิบขวบของนางที่เกิดกับนายอับดุลเลาะห์ต้องกลายเป็นกำพร้าด้วย

เปิดปูมคดี “อับดุลเลาะห์” โยงคดีอุ้ม “ทนายสมชาย”

ข้อกล่าวหาซ้อมทรมานผู้ต้องหาคดีปล้นปืนที่มีต่อนายตำรวจระดับสูงและพวกจำนวน 19 นายนั้น มีจุดเริ่มต้นที่เกี่ยวโยงกับ ทนายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมด้วย เนื่องจากก่อนที่ทนายสมชายจะหายตัวไปเมื่อเดือน มี.ค.2547 เขาได้รับเป็นทนายสู้คดีให้กับผู้ต้องหาคดีปล้นปืนและกบฏแบ่งแยกดินแดนที่ถูกตำรวจจับกุมตัว และมีการกล่าวหาว่าตำรวจซ้อมทรมานผู้ต้องหา

ทั้งนี้ หนึ่งในพยานปากสำคัญของคดีทั้งที่ยื่นฟ้องต่อศาลอาญา และยื่นคำร้องต่อ ปปช. คือ นายอับดุลเลาะห์ อาบูคารี แต่ นายอับดุลเลาะห์ หายตัวไปอย่างลึกลับหลังเดินทางกลับบ้านช่วงเทศกาลฮารีรายอ ที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2552 ทั้ง ๆ ที่อยู่ในโปรแกรมคุ้มครองพยานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ

นายอับดุลเลาะห์ เรียนจนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบ้านโคกศิลา ต.กะลูวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส และไม่ได้ศึกษาต่อ จากนั้นประมาณปี 2547 ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวในข้อหาปล้นปืนจากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส แต่ภายหลังศาลยกฟ้อง และดีเอสไอได้กันตัวไว้เป็นพยานในคดีซ้อมทรมานลูกความของทนายสมชายเพื่อให้รับสารภาพว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปล้นอาวุธปืน

โดยนายอับดุลเลาะห์รอขึ้นศาลอยู่หลายปี กระทั่งหายตัวไป ทำให้หลายฝ่ายออกมาวิจารณ์ถึงปัญหาความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม และประสิทธิภาพการคุ้มครองพยานของดีเอสไอ แม้ดีเอสไอจะอ้างว่า นายอับดุลเลาะห์กระทำผิดสัญญาการคุ้มครองพยาน เพราะเดินทางกลับบ้านก็ตาม

ถอดระหัสแผนรุกของรัฐไทยที่มีต่อชาวมลายูปาตานีหลังเลือกตั้ง 3 กรกฏา

ด้วยภาวะขาดจริยธรรม ไร้ความชอบธรรม ธรรมเนียมความไม่รับผิดชอบ หมิ่นศักดิ์ศรีหรือวาทะที่ส่อแสดงถึงความไม่รู้เรื่องของผู้นำรัฐไทยต่อสถานะภาพของชนชาวมลายูมุสลิมปาตานียังปรากฏไม่เว้นแต่ละวัน บ่งบอกถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพี้นฐาน การกดขี่ข่มเหง รวมทั้งการลอบสังหารชนชาวมลายูปาตานีโดยรัฐไทยยังคงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง นโยบายปรองดองหลังเลือกตั้งที่รัฐไทยได้ตั้งไว้จึงไร้ความหมายสำหรับชนชาวมลายูปาตานี

หากย้อนกลับไปก่อนประกาศวันเลือกตั้งเพียงหนึ่งวันคือวันที่ 3 พ.ค. 2554 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงในรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ประณามผู้ก่
อเหตุว่าทารุณโหดร้ายไร้มนุษยธรรมที่ใช้อาวุธสงครามกราดยิงยิงร้านน้ำชาบริเวณบ้านกาโสด บันนังสตา จ.ยะลาที่มีผู้บาดเจ็บ 16 ราย และเสียชีวิต จำนวน 4 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก คนชราและผู้หญิง แต่ในเมื่อครั้งนี้ชาวบ้านมีพยานหลักฐานที่สามารถสาวตัวถึงอาชญากร ที่แท้ได้ สามวันต่อมานายสุเทพ (พร้อมด้วยนายภานุ อุทัยรัตน์ เลขาฯศอ.บต.) จำต้องฝืนใจเปิดเผยว่านายธีรพล ปานดำ คนไทยพุทธในพื้นที่มามอบตัวและรับสารภาพแล้ว (ว่าเป็นผู้กระทำผิด) เช่นเดียวกับกรณีนายสุทธิรักษ์ คงสุวรรณ (คนไทยพุทธในพื้นที่และพรรคพวก) กราดยิงชาวบ้านไอร์ปาแยที่กำลังทำการละหมาดที่มัสยิดอัลฟุรกอน เจาะไอร้อง นราธิวาส (8มิ.ย.52)นั้น (อดีต) ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดาปัดความรับผิดชอบทันทีทันใด (เหมือนๆกับการโยนความผิดไปมั่วที่ไร้ความรับผิดชอบของนายสุเทพที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น) ว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ต้องการให้เกิดการแตกแยกระหว่างศาสนาซึ่งแท้จริงแล้วเป็นข้ออ้างลอยๆไร้เหตุผลและพลิกแพลง ก่อนที่นายสุทธิรักษ์จะปรากฏตัวที่กรุงเทพฯ(14ม.ค.53) พล.อ. อนุพงศ์เปิดเผยเมื่อวัน 28 ธ.ค.2552 ว่าเขา(นายสุทธิรักษ์)ได้หลบหนีออกนอกพื้นที่แล้ว ซึ่งที่แท้จริงก็คือ หลังก่อคดีเขาได้ไปฝากเนื้อฝากตัวภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้ารัฐไทยชาติพันธุ์เดียวกันที่ศูนย์กลางที่กรุงเทพฯนั่นเอง ทั้งสองกรณีอาชญากรรมที่ยกมานี้มาจากหลายร้อยคดีร้ายแรง (ที่ไม่สามารถชี้แจงทุกกรณีในเนื้อที่อันจำกัดนี้ได้) และผู้ก่อคดีทั้งสองคนคืออดีตอาสาสมัครทหารพรานเอง (ตามที่อ้างโดยรัฐไทย) ที่ปลดประจำการแล้ว แสดงว่ารัฐไทยใช้ข้ออ้างนี้เพื่อจงใจหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหา ทั้งๆที่มีส่วนรู้เห็นด้วยไม่ทางตรงก็ทางอ้อมและไม่ว่าจะปลดประจำการแล้วหรือไม่ ทางรัฐไทยมีแต่เพิกเฉยต่อการกระทำของไทยพุทธที่ร้ายกาจไม่ว่าคดีนี้และคดีอื่นๆ ก็เท่ากับว่าคนไทยพุทธที่มาตั้งถิ่นฐานแถวนี้ย่อมมีเอกสิทธิ์และได้รับการคุ้มครองอย่างดีเยี่ยมจากเจ้าหน้าที่รัฐไทยเอง มิฉะนั้นคงไม่กล้าบังอาจที่จะก่อเหตุการณ์วิสามัญกรรมเสียเองและใช้กำลังเกินขอบเขต ซึ่งแท้จริงแล้วกฏหมายไทยมีการประกาศใช้เพื่อกดขี่ข่มเหงชนชาวมลายูและใบเบิกทางสำหรับเจ้าหน้ารัฐไทยใช้อำนาจเต็มอัตราอาศัยอำนาจสิทธิพิเศษพ.ร.บ.ฉุกเฉินตามอำเภอใจ

ในเมื่อการกระทำของรัฐไทยที่ผ่านๆมาที่ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องให้ความจริง ไม่โปร่งใส หรือปิดบังซ่อนเร้นการกระทำของตัวเอง การปกครองของรัฐไทย ณ ดินแดนแห่งอดีตรัฐมลายูปาตานีจึงเป็นระบอบการปกครองโดยอำเภอใจ (arbitrary rule) ไร้ชอบธรรมไปโดยปริยาย และเมื่อเหตุการณ์อาชญากรรมร้ายแรงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แท้จริงแล้วรัฐไทยเองคือผู้ทำลายความเชื่อมั่น ความเชื่อถือศรัทธาของชนชาวมลายูปาตานีซึ่งก็คือรัฐไทยก็ทำลายความชอบธรรมของตนเองลงเสียเอง ทำให้ความยิ่งใหญ่ของสถาบันรัฐไทยตามที่ได้โฆษณาให้ชวนเชื่อไว้นั้น ธาตุแท้ก็คือเต็มไปด้วยความอ่อนแอนั่นเอง ความสงบสุขก็เสื่อมสลายตามไปด้วยเพราะมัวแต่ใช้ “อำนาจที่ผิดพลาด” แล้วยังหวังที่จะเข้ามาแทนที่ “การยอมรับ” อีกเช่นนั้นหรือ? ตรงกันข้าม ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังเกิดขึ้นไม่ว่าในส่วนกลางหรือความรุนแรงในเขต”ปาตานีรายา”ที่ยิ่งทวีขึ้นไปเรื่อย ๆ เหล่านี้คือผลลัพท์ที่รัฐไทยไม่พร้อมที่จะเข้าใจ ในเมื่อตั้งสติไม่ได้ จึงต้องมีการใช้กำลังทหารเข้าบังคับ และในที่สุดก็จะบังคับไม่ได้เช่นกัน อย่างเช่นเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐไทยเองไปก่อคดีอาญาร้ายแรงก็เหมือนที่ทำประเด็นข้างต้นที่ว่าทหารพรานปลดประจำการไปแล้วบ้างหรืออะไรบ้างต่างๆนานา หารู้ไม่ว่า ชาวบ้านธรรมดาๆก็สามารถเจาะลึกถึงกระบวนการทุจริตและคอรัปชั่นของเจ้าที่รัฐไทยในพื้นที่ได้เช่นกัน แบบฟอร์มต่างๆรวมทั้งหมายจับที่เพรียบพร้อมด้วยข้อหายาวเหยียดเสร็จสรรพ มีพร้อม แค่กรอบชื่อทหารพรานหรือชื่อชาวบ้านคนไหนด้วยข้อหาหนักหรือเบา แล้วแต่ใจชอบ ขนาดแม่บทกฏหมายที่ยกร่างกันเองก็ยังทำลายกันได้ในชั่วพริบตา ประสาอะไรกับแค่กฏระเบียบเบี้ยล่าง จะถือปฎิบัติหรือทำเพิกเฉย จะไปกวาดต้อน เหวี่ยงแห่ชาวบ้านจำนวนเท่าใดก็ย่อมทำได้ ยิ่งมากยิ่งดีเงินทองจะได้สะพัดเข้ากระเป๋าหนายิ่งขึ้นเท่านั้น จะได้คุ้มกับการที่ได้เสียเงินใต้โต็ะเพื่อจะได้มาซึ่งโอกาสรับตำแหน่งไปโกยทรัพย์สมบัติ ณ ที่ที่มีขนานนามว่า”จังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อร่วมขบวนรับส่วยส่วนแบ่งปั่นผลจากงบประมาณมหาศาลที่ส่วนกลางจัดให้และจากธุรกิจนอกระบบในท้องที่ รวมแล้วเสมือนธุรกิจSMEของฝ่ายมั่นคงของรัฐไทยที่นำมาซึ่งความมั่งคั่งในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐไทยและนี่คือสาเหตุที่บั่นทอนความชอบธรรมของรัฐไทยที่แท้จริงด้วยน้ำมือนักปกครองที่ฉ้อราษฏร์บังหลวงและไม่เชิงนิติรัฐแม้แต่น้อย

ในเมื่อรัฐไทยไม่สามารถรับผิดชอบหรือไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ตนไม่สามารถปฎิบัติตนเยี่ยง “นิติรัฐ” ก็ไม่เกิดความชอบธรรม ไม่ว่าจะอธิบายด้วยทฤษฎีอำนาจ “รัฐไทย” ใด ๆ ก็ตาม ความชอบธรรมก็จะยิ่งเสื่อมทรุดลงโดยไม่รู้ตัว ในทางปฎิบัติจึงมีแต่การบังคับขู่เข็น เกิดการละเมิดสิทธิ์ต่างๆนานา อย่างเช่นการเกิดการจลาจลในเรื่อนจำนราธิวาสถึงสองครั้งในระยะเวลาไม่ถึงสองเดือน อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความไม่เอาไหนของรัฐไทยในทุกกๆด้าน ถึงจะเป็นนักโทษ แต่หาใช่ว่าสิทธิของความเป็นมนุษย์จะถูดริดรอนไปด้วย ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังรื้อค้นหาของสิ่งต้องห้ามหรือผิดกฏหมายแล้วทำคัมภีร์อัล-กุรอานหล่นกับพื้น แทนที่จะรีบๆเก็บตั้งที่เดิม กลับเหยียดหยามเขี่ยด้วยรองเท้า จึงเป็นชนวนการจลาจลเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2554 ที่ผ่านมา ส่วนการจลาจลสองวันระลอกสองเมื่อวันที่ 11-12 ส.ค. 2554 นั้น น่าจะเป็นกลอุบายของฝ่ายเรือนจำเองมากกว่าเพื่อจะร้องเรียนไปยังรัฐบาลใหม่ทางอ้อมในการของบประมาณเพื่อย้ายไปสร้างเรือนจำที่แห่งใหม่ที่ได้คาราคาซังมาตั้งแต่ก่อนหน้ารัฐบาลอภิสิทธิ์ด้วยซ้ำ แต่นักโทษต้องรับกรรมเป็นฝ่ายสูญเสียบาดเจ็บล้มตายแทน อีกอย่าง ถ้าเพียงแค่การตรวจตราตามปกติ ทำไมถึงขนาดต้องไปเกณท์รปภ.เรือนจำจากสงขลาด้วย และกับชุมชนสังคมเรือนจำขนาดเล็กแค่ประมาณ 1200 คน ก็ยังไม่สามารถจัดการได้ แถมปล่อยปละละเลยเกิดสาระพัดปัญหา แล้วรัฐไทยจะมีปัญญาที่ไหนที่จะสามารถประกันความสุข มีอิสระ มีสิทธิเสรีภาพชนชาวมลายูปาตานีทั้งมวลได้?

และในเมื่อชนชาวมลายูปาตานีลุกฮือต่อสู้ตอบโต้ทุกรูปแบบและทวีคูณที่นำสู่การสูญเสียแก่รัฐไทยไม่น้อย ในขณะเดียวกัน กระบวนการศึกษาสถานการณ์ในภาคเอกชนเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาและหาข้อยุติแบบยั่งยืนและเป็นธรรมก็มีมากขึ้นและหลากหลาย ประชาพิจารณ์ในหลายๆเวทีทั้งในภาคเอกชน เอ็นจีโอ สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนพรรคการเมืองต่างๆทั้งในซีกรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตั้งแต่ต้นปี 2553 เมื่อพล อ.ชวลิตเสนอความคิดเขตปกครองพิเศษในนาม”นครปัตตานี”เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย ทางพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็พยายามพลักดัน พ.ร.บ.กฏหมายว่าด้วยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือศอ.บต.ให้ผ่านทั้งสองสภาของรัฐไทย ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งนโยบาย”นครปัตตานี”และพ.ร.บ.ศอ.บต. ก็คือส่วนหนึ่งมาจากการประชาพิจารณ์และผลสะท้อนของคนบางกลุ่มบวกกับแนวทางของรัฐบาล(อภิสิทธฺ์)ที่สรุปได้ว่าเป็นแนวทางที่พอจะสนองตอบความต้องการของคนท้องที่บางกลุ่มซึ่งก็เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเท่านั้นที่เป็นประโยชน์แก่รัฐไทยอย่างท้วมท้นเพราะโดยรวมแล้วประชาธิปไตยแบบไทยๆมันสิ้นสุดอยู่ที่การขยายอำนาจรัฐไทยในอีกรูปแบบหนึ่งที่เสมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงจากทฤษฏีล้มเหลวที่รัฐไทยเคยปฎิบัติมาในอดีตมาเป็นโครงสร้างใหม่เพื่อสร้างปัญหาในอนาคตอันไกลต่อไปเพราะมิได้มาจากการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของชนส่วนใหญ่ของชนชาวมลายูปาตานีที่รัฐไทยเองยังไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการถึงสิทธิและชาติพันธุ์มลายู-อิสลาม และการไม่ให้มีพื้นที่สำหรับแตกต่างหลากหลายอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วยกันนี้ กอปรด้วยความรุนแรงที่รัฐไทยก่อสะสมปัญหาขึ้นเองจนทุกวันนี้นี้เอง ที่จะไม่มีแนวโน้มที่จะยุติได้ง่ายๆ

จึงไม่แปลกที่ผลการเลือกตั้ง 3 กรกฏาคมที่แล้ว ว่าทำไมพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับเลือกตั้งแม้แต่เก้าอี้เดียวในเขตปาตานีรายา “นครแห่งสันติ” ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์กลับประสบชัยชนะขาดลอยเพราะอยู่ในช่วงโอกาสที่ดีและเหมาะเจาะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่งถือกำเนิด พ.ร.บ. ศอ.บต.และได้ใช้ศอ.บต.เป็นฐานเสียงในระดับรากหญ้าอีกทอดหนึ่งในทางอ้อมที่มีกำนันและผู้ใหญ่บ้านตลอดจนองค์การบริหารส่วนตำบล/ท้องถิ่น ช่วยเป็นผู้ประสานงานไปยังหัวคะแนน และการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์สามารถทุจริตซี้อคะแนนอย่างแนบเนียนในขณะปฎิบัติหน้าซึ่งเป็นการยากที่กรรมการการเลือกตั้งจะเอาผิดได้เพราะในหลายกรณีก็มีการทุจริตทับซ้อนไปในรูปของโครงการพัฒนาตามนโยบายรัฐไทยที่กุมบังเหียนโดยนายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือผู้ว่าราชการใน 5 จังหวัด เป็นอีกแขนงหนึ่งของขบวนการฉ้อราษฏร์บังหลวงของรัฐไทยที่ผุดขึ้นมาใหม่เพิ่อผสมโรงกับฝ่ายความมั่นคงที่เป็นผู้รักษากฏหมายที่คอยแต่จ้องแทะเศษเนื้อที่กระจัดกระจายทั่วๆไปมานานนับปี และเนื่องด้วยพรรคประชาธิปัตย์ชนะขาดลอยในเขตปาตานีรายา รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ได้ใช้เป็นข้ออ้างว่ากลุ่มชนที่ลงคะแนนด้วยเม็ดเงินที่หว่านซื้อโดยหัวคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่เอาด้วยกับนโยบายเขตปกครองพิเศษของพรรคเพื่อไทย และอีกนัยยะหนึ่งก็อาจจะเป็นข้ออ้างแก่พรรคเพื่อไทยก็เป็นได้ว่า ในเมื่อเขาไม่เลือกเราก็ไม่จำเป็นที่จะทำตามสัญญาตอนหาเสียงว่าจะประกาศเขตปกครองพิเศษในเขตปาตานีรายาและจะยุบศอ.บต.ด้วย ทั้งนี้ ในสภาพการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ในขณะที่ชนชาวมลายูปาตานีไม่แยแสกับสัญญาประชาคมอันนี้ แต่ฝ่ายที่กลับร้อนเนื้อร้อนตัวแทนกลับเป็นศอ.บต.ถึงขนาดประชุมเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2554 และตั้งกระทู้ถามความชัดเจนสถานะพวกเขาต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าจะยุบอีกครั้งหรือไม่ หรือว่าที่อยากจะอยู่ทำภารกิจต่อเพราะยังไม่สะใจที่จะทำให้สังคมมลายูปาตานีรายาเละเทะบุสลายไปมากกว่านี้ ระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ยาเสพติดยิ่งชุกชุมทุกซอกทุกมุม ก็มีเจ้าน้าที่สายศอ.บต.หรือท้องถิ่นบางหน่วยนั่นเองที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการที่กลุ่มเครือข่ายอบต./ท้องถิ่นลับลอบค้ายาเสพติดเอง ขนาดในย่านตลาดเก่าในต้วเมืองยะลามีผู้ค้ารายย่อยอย่างน้อง 30 ราย (ประมาณการณ์ว่าซอยละ 1 หรือ 2 ราย) บางกลุ่มที่ทนดูไม่ได้กับสภาพสังคมที่เลวร้าย ถึงอยากให้มีการใช้นโยบายปราบปรามขั้นเด็ดขาดเหมือนสมัยรัฐบาลทักษิณ อันนี้ยิ่งไปใหญ่ ยิ่งทำให้อำนาจวิสามัญกรรมแก่เจ้าหน้าที่รัฐไทยเกินไปกว่า พ.ร.บ.ฉุกเฉินเสียอีก ชนชาวมลายูปาตานีจะมิอาจอนุโลมรัฐไทยทำลายล้างอนุชนรุ่นนี้ด้วยประการทั้งปวงอีกต่อไป

การที่รัฐไทยประสบความผลสำเร็จในการทำให้สังคมมลายูปาตานียากจนลงและเยาวชนด้อยการศึกษาในอดีตเพื่อง่ายแก่การควบคุมดูแล แล้วนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ข้อที่ 13 ความว่า. “เร่งนำสันติสุขกลับมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระดมทรัพยากรและปรับปรุง บูรณาการการบริหารจัดการทั้งปวงตามแนวพระราชดำริพระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ให้สอดคล้องกับความหลากหลายของศาสนาและอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ในการบังคับ ใช้กฎหมาย พร้อมอำนวยความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมทั่วถึง” นั้นหรือคือยาขนานแท้ชนิดใหม่ที่จะนำมาปฎิบัติใช้หรือเพียงแค่เหล้าเก่าในขวดใหม่เพื่อซื้อเวลาซื้อใจเพื่อมอมเมาชนชาวมลายูปาตานีอีกต่อไป? จริงหรือที่ว่าจะคืนความยุติธรรมให้ เสมือนว่าความอยุติธรรมของรัฐไทยในอดีตต่อชนชาวมลายูปาตานีซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำด้วยวีธีทางรุนแรงต่างๆนานามาตลอดตั้งแต่ก่อนรัฐบาลทักษิณจนถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เพิ่งวางมือลงนั้น ผิดพลาดมาตลอดและเพียงพอแล้ว (หรือยังไม่เพียงพออีกเพราะยังมีแผนการอื่นที่จะสานต่อ) และที่ว่าจะไม่แก้แค้นแต่จะแก้ไข(สิ่งผิดพลาดทั้งปวง)นั้นหรือคือความพร้อมที่จริงใจและบริสุทธิ์ใจที่จะหันหน้าเข้าหากันในการแก้ป้ญหาแบบถาวร ยั่งยืนและเป็นธรรม.

by : http://puloinfo.net

นักโทษชายในเรือนจำกลาง จ.นราธิวาสได้ก่อเหตุจลาจลขึ้น

As riot occured at Narathiwat prison earlier today (18/ 6/2011) injuring 25 in casualties among the guards and security officers and in an urgent report received by us clarifying the cause of action happened as the prison guards were conducting drugs search in cells, a guard made a copy of the Holy Qur’an fall on the floor and urged by the cellmate to pick it up and instead of following the request, the guard humiliated by stepping on it. This made the majority Malay-Muslim prisoners of nearly one thousand in revolt against the Thai authorities for hours.
An insult on Islam as such, we strongly condemn and wish the protests to proceed peacefully to prevent such humiliating cases from recurring.

Pulo Info.
………………………………………………………………………………………………………………

ดังที่เกิดจลาจลที่เรือนจำนราธิวาสเมื่อเช้าวันนี้(18/6/2011) ทำให้ผู้คุมและเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจำนวน 25 นายนั้น เราที่ได้รับรายงานมาว่าเกิดจากการที่มีตรวจสอบหายาเสพติดตามห้องขังแล้วเจ้าหน้าที่ได้ทำคัมภีร์อัลกุรอานตกลงบนพื้น นักโทษจึงขอร้องให้เก็บด้วยดี แทนที่จะทำตามคำร้องขอ เจ้าหน้าที่กลับย่ำยีเหยียบคัมภีร์เล่มดังกล่าวอย่างดูหมิ่นเหยียดหยาม จึงทำให้นักโทษส่วนใหญ่เป็นมลายูมุสลิมเกือบหนึ่งพันคนพากันลุกฮือประท้วงและมีเจ้าหน้าที่ไทยบาดเจ็บดังกล่าว

เหตุการดูหมิ่นเหยียบหยามอิสลามครั้งนี้ เราขอประณามอย่างแรงและขอให้การประท้วงดำเนินต่อไปอย่างสันติเพื่อไม่ให้กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีก

Pulo Info

18 06 2011

ที่มาของข่าว PULO Info

Thailand Only

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 909 other followers