ตำนานมัสยิดกรือเซะ

                                                          

ตำนานมัสยิดกรือเซะที่กรือเซะ-บานาเป็นเรื่องราวที่ได้สร้างความอัปยศให้กับสังคมมุสลิมนับตั้งแต่ได้มีประวัติศาสตร์อิสลามเกิดขึ้นมาในปัตตานีเริ่มจากรัชสมัยของพระยาอินทิราแห่งราชวงศ์  RAJA WANGSA ซึ่งพระองค์เข้ายอมรับในศาสนาอิสลามและมีพระนามว่าสุลต่านอิสมาแอลชาห์ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้วมัสยิดกรือเซ๊ะไม่ได้ถูกสร้างโดยลิ้มโต๊ะเคียมเหมือนกับตำนานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่ได้รับบอกเล่าต่อๆกันมาหรือตามตำนานที่ได้ถูกบันทึกในวารสารอสท.ของททท.

และมัสยิดกรือเซ๊ะไม่ได้ถูกฟ้าผ่าเนื่องจากคำสาปแช่งของนางสาวลิ้มกอเหนี่ยวหรือหลิมกอเนี่ยวที่ผูกคอตายที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ริมชายหาดตันหยงลูโล๊ะดั่งที่ตำนานได้บอกกล่าวไว้ที่ว่า“เมื่อนางไม่สามารถชวนลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียนผู้เป็นพี่ชายกลับเมืองจีนเพื่อไปดูแลแม่ที่ชราได้นางจึงเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจได้ตัดสินใจผูกคอตายกับต้นมะม่วงหิมพานต์  (ยาโหง่ย,ยาร่วง,ยาหมู)  พร้อมทั้งได้อาฆาตพยาบาทต่อมัสยิดกรือเซะที่เป็นต้นเหตุให้พี่ชายไม่สามารถกลับเมืองจีนพร้อมกับนางได้นางจึงได้ตั้งจิตอธิฐานว่าขอให้มัสยิดหลังนี้มีอันเป็นไปในทุกๆครั้งที่มีการก่อสร้างหรือสร้างเสร็จจากนั้นก็ได้มีฟ้าคะนองพร้อมกับได้มีอสนีบาตฟาดลงบนโดมมัสยิดพังพินาศเสียหายชาวมุสลิมต่างเกรงกลัวต่ออิทธิฤทธิ์ของนางลิ้มกอเหนี่ยวไม่กล้าที่จะกลับมาสร้างต่อและครั้งใดก็ตามที่ชาวมุสลิมคิดที่จะบูรณะมัสยิดหลังนี้เมื่อทำการบูรณะเสร็จก็จะโดนฟ้าผ่าทุกครั้งไปจนชาวมุสลิมไม่กล้าบูรณะมัสยิดหลังนี้อีกต่อไปและปล่อยให้มัสยิดรกร้างตั้งแต่นั้นมาด้วยเพราะความเกรงกลัวต่ออำนาจอิทธิฤทธิ์ของนางสาวลิ้มกอเหนี่ยวหรือเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวในปัจจุบัน”

แต่ในทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ไทยบางส่วนและประวัติศาสตร์ของชาวมลายูบันทึกว่าสาเหตุที่มัสยิดกรือเซ๊ะเสียหาย เพราะโดนกองทัพจากกรุงสยามเข้าตีในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเมื่อประมาณปีพ.ศ.2328 ครั้งที่กองทัพสยามเข้ามาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ทหารสยามได้ระดมยิงปืนใหญ่จนเมืองและพระราชวังเสียหายตลอดจนมัสยิดเสียหายและเมื่อทหารสยามรบชนะก็ได้ทำการเผามัสยิดเพื่อลอกเอาเนื้อทองคำบริสุทธิ์ที่ห่อหุ้มบนโดมมัสยิดกรือเซ๊ะอันสวยงามแห่งนี้และหลังจากกองทัพสยามได้ยกทัพมาปราบหัวเมืองปักษ์ใต้กล่าวกันว่าในสมัยที่กองทหารสยามกวาดและริบทรัพย์สินจากเชลยศึกในสงครามปัตตานีในสมัยที่กองทัพถอยทัพกลับนั้นด้วยความที่ทรัพย์สินของปัตตานีมีมากเรือลำหนึ่งที่บรรทุกปืนใหญ่ศรีนะฆะราจมล้มในอ่าวปัตตานีและทหารสยามต้องเท้ากลับกรุงเทพมหานครฯเพราะเรือของกองทัพเรือทั้งต้องบรรทุกทรัพย์สินของเชลยศึกที่ยึดได้จากสงครามกลับกรุงเทพฯ

ปัตตานีกลันตันตรังกานูเคดะห์และปีนังถูกตีและยึดครองในสมัยนั้นและในปีพ.ศ.2329 กองทัพสยามได้ยึดปืนใหญ่นางพญาตานีขึ้นไปกรุงเทพฯพร้อมกับได้ทำการกวาดต้นเชลยศึกมลายูขึ้นไปจำนวนหลายสิบหมื่นคนเพื่อไปเป็นโลห์มนุษย์และทำการขุดคลองจนได้ชื่อว่าคลองแสนแสบในปัจจุบันสถานที่ๆเชลยศึกและทาสมลายูถูกปล่อยเป็นกลุ่มก้อนมากที่สุดก็คือแถวคลองตันพระโขนงมีนบุรีหนองจอกทุ่งครุนครนายกปทุมธานีและแปดริ้ว ( อ.บางน้ำเปรี้ยวจ.ฉะเฉิงเทราปัจจุบัน)

มัสยิดกรือเซ๊ะหรือมัสยิดปินตูกรือบังตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกฟ้าผ่าดั่งที่เรื่องราวของตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนียวบันทึกไว้แต่โดนเผาเมื่อตอนที่สมัยกองทัพสยามได้เข้ามาตีหัวเมืองปักษ์ใต้แม่ทัพบางคนที่คุมทัพรัตนโกสินทร์ครั้งนั้นอย่างเช่นพระยาราชบังสันซึ่งเป็นมุสลิมเสียใจต่อการกระทำครั้งนี้ของกองทัพสยามอย่างมากแต่สงครามก็คือสงครามผู้ชนะย่อมต้องทำลายเมืองหรือศาสนสถานตลอดจนบ้านเรือนของผู้พ่ายแพ้สงครามเพื่อไม่ตั้งตัวเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินในอนาคตได้กองทัพพม่าได้เคยกระทำต่อกรุงศรีอยุธยาฉันท์ใดกองทัพสยามก็ได้ทำต่อปัตตานีฉันท์นั้น

มัสยิดกรือเซ๊ะหรือมัสยิดปินตูกรือบังได้ถูกกรมศิลปกรตีทะเบียนเป็นโบราณสถานและทำการบูรณะเมื่อปีพ.ศ.2478 และได้ทำการบูรณะอีกครั้งในปีพ.ศ.2500 และในปีพ.ศ.2525 ได้ทำการบูรณะอีกครั้งเนื่องในโอกาสสมโภชน์กรุงรัตนโกสินทร์ลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียนเข้ามาในปัตตานีเมื่อประมาณปีพ.ศ.2119 ในสมัยแผ่นดินสุลต่านบาฮาดูร์ชาห์โดยได้นำเรือสำเภามาจอดเทียบท่าที่ท่าเทียบเรือตันหยงลูโล๊ะแต่ก็ไม่ปรากฏว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียนได้อภิเษกสมรสเจ้าหญิงคนไหนเลยไม่ว่าจะเป็นเจ้าหญิงฮิเยาว์เจ้าหญิงบีรูหรือเจ้าหญิงอูงูเพราะฉะนั้นตามตำนาน(ที่ตำนาน-นาน) ได้เล่าต่อๆกันมาว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้แต่งงานกับบุตรีของเจ้าเมืองปัตตานีน่าจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเพราะในประวัติศาสตร์อิสลามปัตตานีนับตั้งแต่พระยาอินทิราเข้ารับอิสลามมาจนถึงการปกครองของสุลต่านบาฮาดูร์ชาห์ซึ่งอยู่ในระหว่างปีพ.ศ.2043-2127 ไม่ปรากฏว่าบุตรีของสุลต่านองค์ใดแต่งงานกับลิ้มโต๊ะเคี่ยมหรือหลิมเต้าเคียนเลยและมัสยิดกรือเซะไม่ได้ถูกสร้างในสมัยสุลต่านบาฮาดูร์ชาห์แต่น่าจะสร้างในรัชสมัยของสุลต่านอิสมาแอลชาห์ (พระยาอินทิรา)ภายหลังจากที่พระองค์ได้เข้ารับศาสนาอิสลามและสิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือศีลปะของมัสยิดกรือเป็นศิลปะแบบเปอร์เซียไม่ว่าจะเป็นซุ้มโค้งประตูหรือเมี๊ยะรอบล้วนแล้วแต่เป็นทรงและศีลปแบบเปอร์เซียทั้งสิ้นเพราะฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจะสร้างมัสยิดหลังนี้ตามที่ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเล่าต่อๆกันมาเพราะถ้าเราได้ไปดูมัสยิดในเมืองจีนที่สร้างเมื่อ 400-500 ปีที่แล้วเราเห็นได้ว่ามัสยิดเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นทรงจีน(เหมือนวัดจีน)ทั้งสิ้นลิ้มโต๊ะเคี่ยมจะเอาศีลปกรรมแบบเปอร์เซียมาสร้างมัสยิดนี้ได้อย่างไรอาจจะเป็นไปได้ว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมอาจจะเข้ามาช่วยอาสาบูรณะมัสยิดภายหลังจากเกิดความเสียหายจากสงครามก็เป็นได้อีกอย่างลิ้มโต๊ะเคี่ยมไม่ได้สมรสกับบุตรีของสุลต่านปัตตานีดั่งที่ตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวว่ากล่าวไว้แต่อาจจะสมรสกับเครือญาติของสุลต่านก็เป็นได้ลิ้มโต๊ะเคี่ยมจึงเป็นผู้ที่อาสาต่อเติมมัสยิดให้เสร็จสิ้นและสิ่งที่น่าสังเกตก็คือในสมัยเจ้าหญิงฮิเยาว์เจ้าหญิงบีรูเจ้าหญิงอูงูและเจ้าหญิงกูนิงครองเมืองปัตตานีระหว่างปีพ.ศ.2127-2230 มัสยิดกรือเซะก็ยังไม่ถูกทำลายมัสยิดกรือเซะยังคงถูกบันทึกว่าเป็นมัสยิดที่งดงามภายในมัสยิดมีลวดลายอันวิจิตรบนยอดโดมของมัสยิดกรือเซะหุ้มด้วยทองคำบริสุทธิ์

อาจเป็นไปได้ว่าในสมัยราชินีฮิเยาว์เคยเกิดสงครามครั้งหนึ่งที่ทำให้มัสยิดเสียหายคือในปีพ.ศ. 2146 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชได้ส่งกองทัพเรือเข้ามาตีเมืองปัตตานีโดยมีออกญาเดโชเป็นผู้นำทัพโดยมาขึ้นที่ปากอ่าวเมืองปัตตานีและบุกเข้าประชิดตัวเมืองราชินีฮิเยาว์ได้นำทหารหาญของเมืองปัตตานีออกมาต่อต้านกองทัพอยุธยาอย่างเต็มกำลังสามารถโดยใช้ปืนใหญ่ออกมายิงต่อสู้จนกองทัพสยามต้องถอยทัพกลับไปในที่สุดและในศึกสงครามครั้งนี้ทำให้มัสยิดกรือเซะหรือมัสยิดปินตูกรือบังเสียหายลิ้มโต๊ะเคี่ยมซึ่งรับราชการอยู่จึงรับอาสาช่วยบูรณะซ่อมมัสยิดกรือเซะและเป็นเวลาเดียวกับที่นางหรือนางสาวลิ้มกอเหนี่ยว (สมัยนั้นยังไม่ได้รับฉายาเป็นเจ้าแม่) มาตามพี่ชายแต่พี่ชายไม่ยอมกลับเพราะยังบูรณะมัสยิดไม่เสร็จและอาจเป็นไปได้ว่าลิ้มโต๊ะเคี่ยมมีความตั้งใจแล้วว่าจะไม่กลับไปแผ่นดินจีนอีกเพราะ 1.ต้องการบูรณะมัสยิดให้เสร็จ 2.ต้องต้องการที่จะตั้งรกรากใหม่ที่นี่เพราะมีลูกมีเมียแล้ว 3.เพราะตนเข้ารับอิสลามและเป็นมุสลิม

นางสาวลิ้มกอเหนี่ยวเมื่อได้รับการปฏิเสธจากพี่ชายก็เลยเสียใจเพราะได้รับปากกับทางบ้านแล้วว่าจะนำพี่ชายไปยังบ้านเกิดให้จงได้ไม่ว่าพี่ชายจะอธิบายเหตุผลและความจำเป็นของภารกิจอย่างไรก็ตามลิ้มกอเหนี่ยวก็ไม่ยอมฟังเมื่อไม่สามารถโน้มน้าวจิตใจพี่ชายให้คล้อยตามนางได้นางจึงเสียใจเป็นที่สุดเพราะนางไม่สามารถบากหน้ากลับบ้านไปหาแม่ได้โดยปราศจากพี่ชายจึงได้ตัดสินใจผูกคอตายโดยใช้ผ้าหรือเชือกผูกกับต้นมะม่วงหิมพานต์ที่ริมชายหาดตันหยงลูโละส่วนนางจะสาปแช่งให้ฟ้าผ่ามัสยิดหรือไม่นั้นเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ถ้าหากนางสาปแช่งมัสยิดกรือเซะจริงแล้วใครเป็นคนได้ยินแล้วหากมีคนได้ยินตอนที่นางสาปแช่งทำไมไม่ช่วยกันห้ามการผูกคอตายครั้งนี้เป็นไปเพราะน้อยใจพี่ชายเท่านั้นหรือหากนางอาฆาตพยาบาทต่อมัสยิดกรือเซะก็คงไม่ใช่เพราะแรงอาฆาตพยาบาทหรือแรงอธิษฐานของนางหรอกที่ดลบันดาลให้ฟ้าผ่ามัสยิดกรือเซะหรือหากมีฟ้าผ่ามัสยิดกรือบ้างก็เพียงเพราะเหตุที่โดมสัมยิดกรือหุ้มด้วยทองคำต่างหากเพราะมัสยิดกรือเซะในสมัยนั้นไม่มีสายล่อฟ้าในความเป็นจริงมัสยิดกรือเซะก็ไม่ได้เสียหายเพราะถูกฟ้าผ่า

ผู้ชนะย่อมสามารถเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาเองได้แต่การจะเขียนว่า “มัสยิดกรือเซะโดนนางสาวหรือนางลิ้มกอเหนี่ยวสาปแช่งไว้จนถูกฟ้าผ่านั้น” มันขัดกับความจริงที่เกิดขึ้น “จึงอุปโลกตำนานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวขึ้นมาเพราะต้องการปกปิดความจริงบางอย่าง” ซึ่งจริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องปกปิดเลยเพราะอดีตก็คืออดีตอดีตมีเพื่อเรียนรู้ไว้เป็นบทเรียนสิ่งที่ดีจากการเรียนรู้ในอดีตเราก็สามารถนำมาปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้สิ่งที่ไม่ดีก็ต้องจดจำไว้เป็นอุทาหรณ์เพื่อช่วยกันป้องกันแก้ไขอย่าให้เกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การที่มีลูกปืนใหญ่ยิงถล่มเข้ามาโดนมัสยิดจนเสียหายในช่วงสงครามมันเป็นเรื่องปกติ การที่ทหารเข้าปล้นสดมภ์บ้านเรือนกวาดต้อนเชลยศึกตลอดจนยึดทรัพย์สินของมีค่าในระหว่างสงครามหรือเผาศาสนสถานเพื่อลอกเอาทองคำออกจากโบสถ์วิหารอารามวัดสุเหร่าหรือมัสยิดมันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาในสงครามที่ไม่เห็นจะต้องปกปิดแล้วสร้างตำนานด้วยเรื่องที่จะทำลายศรัทธาของชาวมุสลิมอย่างร้ายแรงกว่าที่ไม่อาจรับได้เพราะฉะนั้นอยากขอร้องสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.ภาคใต้เขต 1 ,สำนักงานททท.ภาคใต้เขต 3 , บริษัทท่องเที่ยวตลอดจนมัคคุเทศก์กรุณาช่วยปฏิบัติหน้าที่ทูตวัฒนธรรมหรือทูตของประเทศอย่างมีความรู้ศึกษาประวัติศาสตร์เรียนรู้อดีตปัจจุบันตลอดจนติดตามสถานการณ์ทางการเมืองเศรษฐกิจสังคมตลอดจน

ยุทธศาสตร์ของจังหวัดให้ดีเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นให้แตกฉานไม่ใช่ไปอธิบายเรื่องตำนานแล้วบอกว่าเป็นประวัติศาตร์เพราะมันจะเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้นสามจังหวัดภาคใต้มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามมีโบราณสถานให้ศึกษามีขนมธรรมประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงามไม่แพ้ที่ใดในประเทศนี้แต่ สามจังหวัดกลับเสียโอกาสที่จะพัฒนธรรมทรัพยากรการท่องเที่ยวมีอยู่ให้เกิด ประโยชน์กับคนในท้องถิ่นชนในชาติตลอดจนให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศให้มากที่ สุดเพราะเราไม่ยอมเรียนรู้ข้อดีปรับปรุงข้อด้วยของกันและกันหวังว่าอนาคตอันใกล้นี้เราคงจะไม่ได้ยินมัคคุเทศก์ที่นำนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศไปยืนถ่ายรูปเพื่อเป็นที่ระลึกกับสุสานหรือฮ้วงซุ้ย(จำลอง)ของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวแล้วชี้นิ้วไปที่มัสยิดกรือเซะพร้อมบรรยายด้วยถ้อยคำหรือวลีที่ว่า “มัสยิดหลังนี้แหละที่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวสาปแช่งจนฟ้าผ่าและสร้างไม่เสร็จและเมื่อมีชาวมุสลิมคิดบูรณะ

มัสยิดหลังนี้ครั้งใดก็จะโดนฟ้าผ่าเสียทุกครั้งซึ่งมัสยิดหลังนี้โดนฟ้าผ่าทุกๆครั้งที่มีการบูรณะกล่าวกันว่ามัสยิดหลังนี้โดนฟ้าผ่าถึง 3 ครั้ง 3 คราจนมุสลิมแถวนี้หวาดกลัวต่ออิทธิฤทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่และไม่กล้าที่จะคิดบูรณะมัสยิดแห่งนี้อีกเลย

ข้อสังเกตก็คือถ้ามีคนที่ได้ยินหรือพบเห็นนางลิ้มกอเหนี่ยวสาปแช่งมัสยิดกรือเซะแล้วทำไมเขาคนนั้นไม่ห้ามนางลิ้มกอเหนี่ยวผูกคอตัวเองที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ในครั่งนั้น แน่นอนว่าถ้ามีคนพบเห็นนางลิ้มกอเหนี่ยวกำลังจะฆ่าตัวตายเขาคนนั้นจะต้องช่วย แต่นี้ไม่มีคนช่วยและคงไม่มีใครที่ได้ยินคำสาปแช่งของนางลิ้มกอเหนี่ยว แต่นิทานเรื่องนี้เป็นการอุปโลกน์ของรัฐสยาม.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: