ถอดระหัสแผนรุกของรัฐไทยที่มีต่อชาวมลายูปาตานีหลังเลือกตั้ง 3 กรกฏา

ด้วยภาวะขาดจริยธรรม ไร้ความชอบธรรม ธรรมเนียมความไม่รับผิดชอบ หมิ่นศักดิ์ศรีหรือวาทะที่ส่อแสดงถึงความไม่รู้เรื่องของผู้นำรัฐไทยต่อสถานะภาพของชนชาวมลายูมุสลิมปาตานียังปรากฏไม่เว้นแต่ละวัน บ่งบอกถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพี้นฐาน การกดขี่ข่มเหง รวมทั้งการลอบสังหารชนชาวมลายูปาตานีโดยรัฐไทยยังคงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง นโยบายปรองดองหลังเลือกตั้งที่รัฐไทยได้ตั้งไว้จึงไร้ความหมายสำหรับชนชาวมลายูปาตานี

หากย้อนกลับไปก่อนประกาศวันเลือกตั้งเพียงหนึ่งวันคือวันที่ 3 พ.ค. 2554 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงในรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ประณามผู้ก่
อเหตุว่าทารุณโหดร้ายไร้มนุษยธรรมที่ใช้อาวุธสงครามกราดยิงยิงร้านน้ำชาบริเวณบ้านกาโสด บันนังสตา จ.ยะลาที่มีผู้บาดเจ็บ 16 ราย และเสียชีวิต จำนวน 4 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก คนชราและผู้หญิง แต่ในเมื่อครั้งนี้ชาวบ้านมีพยานหลักฐานที่สามารถสาวตัวถึงอาชญากร ที่แท้ได้ สามวันต่อมานายสุเทพ (พร้อมด้วยนายภานุ อุทัยรัตน์ เลขาฯศอ.บต.) จำต้องฝืนใจเปิดเผยว่านายธีรพล ปานดำ คนไทยพุทธในพื้นที่มามอบตัวและรับสารภาพแล้ว (ว่าเป็นผู้กระทำผิด) เช่นเดียวกับกรณีนายสุทธิรักษ์ คงสุวรรณ (คนไทยพุทธในพื้นที่และพรรคพวก) กราดยิงชาวบ้านไอร์ปาแยที่กำลังทำการละหมาดที่มัสยิดอัลฟุรกอน เจาะไอร้อง นราธิวาส (8มิ.ย.52)นั้น (อดีต) ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดาปัดความรับผิดชอบทันทีทันใด (เหมือนๆกับการโยนความผิดไปมั่วที่ไร้ความรับผิดชอบของนายสุเทพที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น) ว่าเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ต้องการให้เกิดการแตกแยกระหว่างศาสนาซึ่งแท้จริงแล้วเป็นข้ออ้างลอยๆไร้เหตุผลและพลิกแพลง ก่อนที่นายสุทธิรักษ์จะปรากฏตัวที่กรุงเทพฯ(14ม.ค.53) พล.อ. อนุพงศ์เปิดเผยเมื่อวัน 28 ธ.ค.2552 ว่าเขา(นายสุทธิรักษ์)ได้หลบหนีออกนอกพื้นที่แล้ว ซึ่งที่แท้จริงก็คือ หลังก่อคดีเขาได้ไปฝากเนื้อฝากตัวภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้ารัฐไทยชาติพันธุ์เดียวกันที่ศูนย์กลางที่กรุงเทพฯนั่นเอง ทั้งสองกรณีอาชญากรรมที่ยกมานี้มาจากหลายร้อยคดีร้ายแรง (ที่ไม่สามารถชี้แจงทุกกรณีในเนื้อที่อันจำกัดนี้ได้) และผู้ก่อคดีทั้งสองคนคืออดีตอาสาสมัครทหารพรานเอง (ตามที่อ้างโดยรัฐไทย) ที่ปลดประจำการแล้ว แสดงว่ารัฐไทยใช้ข้ออ้างนี้เพื่อจงใจหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหา ทั้งๆที่มีส่วนรู้เห็นด้วยไม่ทางตรงก็ทางอ้อมและไม่ว่าจะปลดประจำการแล้วหรือไม่ ทางรัฐไทยมีแต่เพิกเฉยต่อการกระทำของไทยพุทธที่ร้ายกาจไม่ว่าคดีนี้และคดีอื่นๆ ก็เท่ากับว่าคนไทยพุทธที่มาตั้งถิ่นฐานแถวนี้ย่อมมีเอกสิทธิ์และได้รับการคุ้มครองอย่างดีเยี่ยมจากเจ้าหน้าที่รัฐไทยเอง มิฉะนั้นคงไม่กล้าบังอาจที่จะก่อเหตุการณ์วิสามัญกรรมเสียเองและใช้กำลังเกินขอบเขต ซึ่งแท้จริงแล้วกฏหมายไทยมีการประกาศใช้เพื่อกดขี่ข่มเหงชนชาวมลายูและใบเบิกทางสำหรับเจ้าหน้ารัฐไทยใช้อำนาจเต็มอัตราอาศัยอำนาจสิทธิพิเศษพ.ร.บ.ฉุกเฉินตามอำเภอใจ

ในเมื่อการกระทำของรัฐไทยที่ผ่านๆมาที่ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องให้ความจริง ไม่โปร่งใส หรือปิดบังซ่อนเร้นการกระทำของตัวเอง การปกครองของรัฐไทย ณ ดินแดนแห่งอดีตรัฐมลายูปาตานีจึงเป็นระบอบการปกครองโดยอำเภอใจ (arbitrary rule) ไร้ชอบธรรมไปโดยปริยาย และเมื่อเหตุการณ์อาชญากรรมร้ายแรงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แท้จริงแล้วรัฐไทยเองคือผู้ทำลายความเชื่อมั่น ความเชื่อถือศรัทธาของชนชาวมลายูปาตานีซึ่งก็คือรัฐไทยก็ทำลายความชอบธรรมของตนเองลงเสียเอง ทำให้ความยิ่งใหญ่ของสถาบันรัฐไทยตามที่ได้โฆษณาให้ชวนเชื่อไว้นั้น ธาตุแท้ก็คือเต็มไปด้วยความอ่อนแอนั่นเอง ความสงบสุขก็เสื่อมสลายตามไปด้วยเพราะมัวแต่ใช้ “อำนาจที่ผิดพลาด” แล้วยังหวังที่จะเข้ามาแทนที่ “การยอมรับ” อีกเช่นนั้นหรือ? ตรงกันข้าม ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังเกิดขึ้นไม่ว่าในส่วนกลางหรือความรุนแรงในเขต”ปาตานีรายา”ที่ยิ่งทวีขึ้นไปเรื่อย ๆ เหล่านี้คือผลลัพท์ที่รัฐไทยไม่พร้อมที่จะเข้าใจ ในเมื่อตั้งสติไม่ได้ จึงต้องมีการใช้กำลังทหารเข้าบังคับ และในที่สุดก็จะบังคับไม่ได้เช่นกัน อย่างเช่นเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐไทยเองไปก่อคดีอาญาร้ายแรงก็เหมือนที่ทำประเด็นข้างต้นที่ว่าทหารพรานปลดประจำการไปแล้วบ้างหรืออะไรบ้างต่างๆนานา หารู้ไม่ว่า ชาวบ้านธรรมดาๆก็สามารถเจาะลึกถึงกระบวนการทุจริตและคอรัปชั่นของเจ้าที่รัฐไทยในพื้นที่ได้เช่นกัน แบบฟอร์มต่างๆรวมทั้งหมายจับที่เพรียบพร้อมด้วยข้อหายาวเหยียดเสร็จสรรพ มีพร้อม แค่กรอบชื่อทหารพรานหรือชื่อชาวบ้านคนไหนด้วยข้อหาหนักหรือเบา แล้วแต่ใจชอบ ขนาดแม่บทกฏหมายที่ยกร่างกันเองก็ยังทำลายกันได้ในชั่วพริบตา ประสาอะไรกับแค่กฏระเบียบเบี้ยล่าง จะถือปฎิบัติหรือทำเพิกเฉย จะไปกวาดต้อน เหวี่ยงแห่ชาวบ้านจำนวนเท่าใดก็ย่อมทำได้ ยิ่งมากยิ่งดีเงินทองจะได้สะพัดเข้ากระเป๋าหนายิ่งขึ้นเท่านั้น จะได้คุ้มกับการที่ได้เสียเงินใต้โต็ะเพื่อจะได้มาซึ่งโอกาสรับตำแหน่งไปโกยทรัพย์สมบัติ ณ ที่ที่มีขนานนามว่า”จังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อร่วมขบวนรับส่วยส่วนแบ่งปั่นผลจากงบประมาณมหาศาลที่ส่วนกลางจัดให้และจากธุรกิจนอกระบบในท้องที่ รวมแล้วเสมือนธุรกิจSMEของฝ่ายมั่นคงของรัฐไทยที่นำมาซึ่งความมั่งคั่งในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐไทยและนี่คือสาเหตุที่บั่นทอนความชอบธรรมของรัฐไทยที่แท้จริงด้วยน้ำมือนักปกครองที่ฉ้อราษฏร์บังหลวงและไม่เชิงนิติรัฐแม้แต่น้อย

ในเมื่อรัฐไทยไม่สามารถรับผิดชอบหรือไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ตนไม่สามารถปฎิบัติตนเยี่ยง “นิติรัฐ” ก็ไม่เกิดความชอบธรรม ไม่ว่าจะอธิบายด้วยทฤษฎีอำนาจ “รัฐไทย” ใด ๆ ก็ตาม ความชอบธรรมก็จะยิ่งเสื่อมทรุดลงโดยไม่รู้ตัว ในทางปฎิบัติจึงมีแต่การบังคับขู่เข็น เกิดการละเมิดสิทธิ์ต่างๆนานา อย่างเช่นการเกิดการจลาจลในเรื่อนจำนราธิวาสถึงสองครั้งในระยะเวลาไม่ถึงสองเดือน อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความไม่เอาไหนของรัฐไทยในทุกกๆด้าน ถึงจะเป็นนักโทษ แต่หาใช่ว่าสิทธิของความเป็นมนุษย์จะถูดริดรอนไปด้วย ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังรื้อค้นหาของสิ่งต้องห้ามหรือผิดกฏหมายแล้วทำคัมภีร์อัล-กุรอานหล่นกับพื้น แทนที่จะรีบๆเก็บตั้งที่เดิม กลับเหยียดหยามเขี่ยด้วยรองเท้า จึงเป็นชนวนการจลาจลเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2554 ที่ผ่านมา ส่วนการจลาจลสองวันระลอกสองเมื่อวันที่ 11-12 ส.ค. 2554 นั้น น่าจะเป็นกลอุบายของฝ่ายเรือนจำเองมากกว่าเพื่อจะร้องเรียนไปยังรัฐบาลใหม่ทางอ้อมในการของบประมาณเพื่อย้ายไปสร้างเรือนจำที่แห่งใหม่ที่ได้คาราคาซังมาตั้งแต่ก่อนหน้ารัฐบาลอภิสิทธิ์ด้วยซ้ำ แต่นักโทษต้องรับกรรมเป็นฝ่ายสูญเสียบาดเจ็บล้มตายแทน อีกอย่าง ถ้าเพียงแค่การตรวจตราตามปกติ ทำไมถึงขนาดต้องไปเกณท์รปภ.เรือนจำจากสงขลาด้วย และกับชุมชนสังคมเรือนจำขนาดเล็กแค่ประมาณ 1200 คน ก็ยังไม่สามารถจัดการได้ แถมปล่อยปละละเลยเกิดสาระพัดปัญหา แล้วรัฐไทยจะมีปัญญาที่ไหนที่จะสามารถประกันความสุข มีอิสระ มีสิทธิเสรีภาพชนชาวมลายูปาตานีทั้งมวลได้?

และในเมื่อชนชาวมลายูปาตานีลุกฮือต่อสู้ตอบโต้ทุกรูปแบบและทวีคูณที่นำสู่การสูญเสียแก่รัฐไทยไม่น้อย ในขณะเดียวกัน กระบวนการศึกษาสถานการณ์ในภาคเอกชนเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาและหาข้อยุติแบบยั่งยืนและเป็นธรรมก็มีมากขึ้นและหลากหลาย ประชาพิจารณ์ในหลายๆเวทีทั้งในภาคเอกชน เอ็นจีโอ สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนพรรคการเมืองต่างๆทั้งในซีกรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตั้งแต่ต้นปี 2553 เมื่อพล อ.ชวลิตเสนอความคิดเขตปกครองพิเศษในนาม”นครปัตตานี”เป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย ทางพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลนำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็พยายามพลักดัน พ.ร.บ.กฏหมายว่าด้วยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือศอ.บต.ให้ผ่านทั้งสองสภาของรัฐไทย ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งนโยบาย”นครปัตตานี”และพ.ร.บ.ศอ.บต. ก็คือส่วนหนึ่งมาจากการประชาพิจารณ์และผลสะท้อนของคนบางกลุ่มบวกกับแนวทางของรัฐบาล(อภิสิทธฺ์)ที่สรุปได้ว่าเป็นแนวทางที่พอจะสนองตอบความต้องการของคนท้องที่บางกลุ่มซึ่งก็เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเท่านั้นที่เป็นประโยชน์แก่รัฐไทยอย่างท้วมท้นเพราะโดยรวมแล้วประชาธิปไตยแบบไทยๆมันสิ้นสุดอยู่ที่การขยายอำนาจรัฐไทยในอีกรูปแบบหนึ่งที่เสมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงจากทฤษฏีล้มเหลวที่รัฐไทยเคยปฎิบัติมาในอดีตมาเป็นโครงสร้างใหม่เพื่อสร้างปัญหาในอนาคตอันไกลต่อไปเพราะมิได้มาจากการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของชนส่วนใหญ่ของชนชาวมลายูปาตานีที่รัฐไทยเองยังไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการถึงสิทธิและชาติพันธุ์มลายู-อิสลาม และการไม่ให้มีพื้นที่สำหรับแตกต่างหลากหลายอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ด้วยกันนี้ กอปรด้วยความรุนแรงที่รัฐไทยก่อสะสมปัญหาขึ้นเองจนทุกวันนี้นี้เอง ที่จะไม่มีแนวโน้มที่จะยุติได้ง่ายๆ

จึงไม่แปลกที่ผลการเลือกตั้ง 3 กรกฏาคมที่แล้ว ว่าทำไมพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับเลือกตั้งแม้แต่เก้าอี้เดียวในเขตปาตานีรายา “นครแห่งสันติ” ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์กลับประสบชัยชนะขาดลอยเพราะอยู่ในช่วงโอกาสที่ดีและเหมาะเจาะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่งถือกำเนิด พ.ร.บ. ศอ.บต.และได้ใช้ศอ.บต.เป็นฐานเสียงในระดับรากหญ้าอีกทอดหนึ่งในทางอ้อมที่มีกำนันและผู้ใหญ่บ้านตลอดจนองค์การบริหารส่วนตำบล/ท้องถิ่น ช่วยเป็นผู้ประสานงานไปยังหัวคะแนน และการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์สามารถทุจริตซี้อคะแนนอย่างแนบเนียนในขณะปฎิบัติหน้าซึ่งเป็นการยากที่กรรมการการเลือกตั้งจะเอาผิดได้เพราะในหลายกรณีก็มีการทุจริตทับซ้อนไปในรูปของโครงการพัฒนาตามนโยบายรัฐไทยที่กุมบังเหียนโดยนายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือผู้ว่าราชการใน 5 จังหวัด เป็นอีกแขนงหนึ่งของขบวนการฉ้อราษฏร์บังหลวงของรัฐไทยที่ผุดขึ้นมาใหม่เพิ่อผสมโรงกับฝ่ายความมั่นคงที่เป็นผู้รักษากฏหมายที่คอยแต่จ้องแทะเศษเนื้อที่กระจัดกระจายทั่วๆไปมานานนับปี และเนื่องด้วยพรรคประชาธิปัตย์ชนะขาดลอยในเขตปาตานีรายา รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ได้ใช้เป็นข้ออ้างว่ากลุ่มชนที่ลงคะแนนด้วยเม็ดเงินที่หว่านซื้อโดยหัวคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่เอาด้วยกับนโยบายเขตปกครองพิเศษของพรรคเพื่อไทย และอีกนัยยะหนึ่งก็อาจจะเป็นข้ออ้างแก่พรรคเพื่อไทยก็เป็นได้ว่า ในเมื่อเขาไม่เลือกเราก็ไม่จำเป็นที่จะทำตามสัญญาตอนหาเสียงว่าจะประกาศเขตปกครองพิเศษในเขตปาตานีรายาและจะยุบศอ.บต.ด้วย ทั้งนี้ ในสภาพการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ในขณะที่ชนชาวมลายูปาตานีไม่แยแสกับสัญญาประชาคมอันนี้ แต่ฝ่ายที่กลับร้อนเนื้อร้อนตัวแทนกลับเป็นศอ.บต.ถึงขนาดประชุมเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2554 และตั้งกระทู้ถามความชัดเจนสถานะพวกเขาต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าจะยุบอีกครั้งหรือไม่ หรือว่าที่อยากจะอยู่ทำภารกิจต่อเพราะยังไม่สะใจที่จะทำให้สังคมมลายูปาตานีรายาเละเทะบุสลายไปมากกว่านี้ ระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ยาเสพติดยิ่งชุกชุมทุกซอกทุกมุม ก็มีเจ้าน้าที่สายศอ.บต.หรือท้องถิ่นบางหน่วยนั่นเองที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการที่กลุ่มเครือข่ายอบต./ท้องถิ่นลับลอบค้ายาเสพติดเอง ขนาดในย่านตลาดเก่าในต้วเมืองยะลามีผู้ค้ารายย่อยอย่างน้อง 30 ราย (ประมาณการณ์ว่าซอยละ 1 หรือ 2 ราย) บางกลุ่มที่ทนดูไม่ได้กับสภาพสังคมที่เลวร้าย ถึงอยากให้มีการใช้นโยบายปราบปรามขั้นเด็ดขาดเหมือนสมัยรัฐบาลทักษิณ อันนี้ยิ่งไปใหญ่ ยิ่งทำให้อำนาจวิสามัญกรรมแก่เจ้าหน้าที่รัฐไทยเกินไปกว่า พ.ร.บ.ฉุกเฉินเสียอีก ชนชาวมลายูปาตานีจะมิอาจอนุโลมรัฐไทยทำลายล้างอนุชนรุ่นนี้ด้วยประการทั้งปวงอีกต่อไป

การที่รัฐไทยประสบความผลสำเร็จในการทำให้สังคมมลายูปาตานียากจนลงและเยาวชนด้อยการศึกษาในอดีตเพื่อง่ายแก่การควบคุมดูแล แล้วนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ข้อที่ 13 ความว่า. “เร่งนำสันติสุขกลับมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระดมทรัพยากรและปรับปรุง บูรณาการการบริหารจัดการทั้งปวงตามแนวพระราชดำริพระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ให้สอดคล้องกับความหลากหลายของศาสนาและอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ในการบังคับ ใช้กฎหมาย พร้อมอำนวยความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมทั่วถึง” นั้นหรือคือยาขนานแท้ชนิดใหม่ที่จะนำมาปฎิบัติใช้หรือเพียงแค่เหล้าเก่าในขวดใหม่เพื่อซื้อเวลาซื้อใจเพื่อมอมเมาชนชาวมลายูปาตานีอีกต่อไป? จริงหรือที่ว่าจะคืนความยุติธรรมให้ เสมือนว่าความอยุติธรรมของรัฐไทยในอดีตต่อชนชาวมลายูปาตานีซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำด้วยวีธีทางรุนแรงต่างๆนานามาตลอดตั้งแต่ก่อนรัฐบาลทักษิณจนถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เพิ่งวางมือลงนั้น ผิดพลาดมาตลอดและเพียงพอแล้ว (หรือยังไม่เพียงพออีกเพราะยังมีแผนการอื่นที่จะสานต่อ) และที่ว่าจะไม่แก้แค้นแต่จะแก้ไข(สิ่งผิดพลาดทั้งปวง)นั้นหรือคือความพร้อมที่จริงใจและบริสุทธิ์ใจที่จะหันหน้าเข้าหากันในการแก้ป้ญหาแบบถาวร ยั่งยืนและเป็นธรรม.

by : http://puloinfo.net

About Patani Merdeka
We are one of those organizations who work for humanitarian assistance for the Patani inhabitants not being part of the government but as a private organization, we would be welcoming any news, articles, comments, and video footages regarding Patani region of the Southern Thailand to be published for the purpose to aware the global community in this website

One Response to ถอดระหัสแผนรุกของรัฐไทยที่มีต่อชาวมลายูปาตานีหลังเลือกตั้ง 3 กรกฏา

  1. MONSTER1984 says:

    ไม่ว่ารัฐไทยหรือรัฐมาลายูแต่ปัจจุบันมุกประเทศในโลกใบนี้ยอมรับแล้วว่าอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐประเทศไทย ซึ่งก็มีมุสลิมร่วมในการปกครองประเทศเช่นเดียวกัน จงเลิกกระทำการอันแบ่งแยกดินอดนเสีย แล้วกลับมาร่วมกีนพัฒนาพื้นที่ในส่วนนี้ให้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป….ยูโซะ(โสภณ ทิพย์มนตรี)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: